นวัตกรรมกับการอยู่รอดบนโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง

การเรียนรู้ตลอดชีวิตคืออะไร?
การเรียนรู้ตลอดชีวิตหมายถึงกระบวนการพัฒนาที่เกิดขึ้นในตัวบุคคล จากการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ รวมไปถึงประสบการณ์ที่ได้จากการศึกษา หรือเกิดจากวิถีชีวิตเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวันที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และก่อให้เกิดการเรียนรู้ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต

“ด้วยภาพของโลกของเราที่หมุนเร็วและดูเหมือนจะเร็วขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ วัน ผู้นำทั้งหลายจะจัดการกับความท้าทายที่เกิดขึ้นและจะนำพาองค์กรหรือประเทศชาติให้ก้าวได้อย่างมั่นคงและทันกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ได้อย่างไร ในเมื่อทั่วโลกต่างก็ยอมรับไปในทางเดียวกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกวินาทีนี้ เป็นสิ่งที่ผู้นำทั้งหลายไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นมาก่อน หากมองย้อนไป 10 ปีที่แล้ว อาจจะไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่าปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเล็กๆ ที่อยู่กันคนละซีกโลก อย่างเช่นประเทศกรีซจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในประเทศไทย เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ภายในประเทศหรือภูมิภาคอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นจริงบนโลกที่ไม่หยุดนิ่งใบนี้ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความซับซ้อนขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง”

ในช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายๆ คนต้องคุ้นเคยหรือคุ้นตากับคำว่า Disruption อยู่พอสมควร แม้ว่ายังดูเหมือนไม่มีคำอธิบายที่ตรงกันของคำๆ นี้ และดูเหมือนว่ายังไม่มีคำจำกัดความสำหรับคำๆ นี้ในภาษาไทยโดยตรง แต่ภาพที่เห็นมันคือเรื่องของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรง และคาดเดาได้ยาก ซึ่งมันเป็นได้ทั้งความท้าทายและโอกาสของใครหลายๆ คน

มันเป็นช่วงเวลาที่ทุกอุตสาหกรรมกำลังถูกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกวินาทีด้วยคนรุ่นใหม่ คลื่นลูกใหม่ที่มีวิธีคิดและเครื่องมือที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับนักธุรกิจใหญ่ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่มาแล้วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จนเราอาจพูดได้ว่าคนรุ่นใหม่เหล่านี้กำลังเข้ามาวัดรอยเท้าและเข้ามาโค่นระบบธุรกิจดั้งเดิมที่ไม่คิดปรับตัวอย่างไม่ลังเล

เมื่อกฏเกณฑ์ต่างๆ ของการดำเนินธุรกิจได้เปลี่ยนไป ในสภาวะเศรษฐกิจที่ทุกองค์กรต่างต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด  ประกอบกับความเจริญก้าวหน้าในเรื่องเทคโนโลยี เรื่องสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  ประสิทธิผล หรือผลงานขององค์กรขึ้นอยู่กับความสามารถขององค์กรในการเรียนรู้ถึงสถานการณ์ แนวคิด เทคนิคการดำเนินงาน และเทคโนโลยีต่างๆ จากภายนอก  ประกอบกับเรียนรู้จากประสบการณ์จากกันและกันภายในและภายนอกองค์กร  นำมาปรับตัว ปรับปรุงพัฒนาคิดสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดนวัตกรรมการเรียนรู้ (Innovation) ต่อไป

นั่นแปลว่า นวัตกรรมกลายมาเป็นตัวตัดสินชี้ชะตาความอยู่รอดของทุกๆ องค์กร บริษัทต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องการนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อที่จะรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดและเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ และการพัฒนาองค์กรให้มีความสามารถในการสร้างนวัตกรรมได้นั้นขึ้นอยู่กับผู้นำองค์กร ผู้บริหารระดับสูงที่ต้องมีความเชื่อ มีความเข้าใจในเรื่องนวัตกรรม ต้องมีความมุ่งมั่นในการนำองค์กรไปสู่องค์กรสร้างนวัตกรรมด้วยสร้างบรรยากาศให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ การเปิดโอกาสให้ทุกคนในองค์กร ได้คิดสร้างสรรค์และนำเสนอแนวความคิดได้อย่างอิสระ กล้าที่จะเสี่ยง ไม่ตีกรอบความคิด ไม่ลงโทษคนที่ทำผิดพลาดแต่ให้มองเป็นเรื่องของการเรียนรู้ หรืออีกแง่หนึ่งคือนำเอา process เรื่องการสร้างนวัตกรรมมาใช้อย่างจริงจัง สอนทั้ง skillset และปรับ mindset ในองค์กร ก็จะช่วยส่งเสริมเรื่องนวัตกรรมในองค์กรได้

 

สิ่งที่สำคัญคือต้องเข้าใจว่าการสรรค์สร้างนวัตกรรมนั้นไม่ใช่แค่เพียงเรื่องผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ แต่ยังรวมไปถึงเรื่องวิธีการคิด การทำงาน วิธีที่องค์กรปฏิบัติและใช้จูงใจพนักงาน วิธีเตรียมความพร้อมผู้นำ และวิธีบริหารจัดการธุรกิจด้วย แม้นวัตกรรมดูจะเป็นเรื่องง่าย ความท้าทายอยู่ที่การผลักดันเพื่อให้เกิดการนำไปใช้จริงและการสร้างให้เป็นวัฒนธรรมขององค์กร

จากผลสำรวจที่ทาง SEAC ได้ทำเมื่อครั้งยังเป็นบริษัทเอพีเอ็ม กรุ๊ปเมื่อปี 2012 ได้พบว่าคุณสมบัติในเรื่องของ “ความสามารถในการปรับตัวเพื่อพร้อมรับกับความไม่แน่นอน” (Resilience through Uncertainty and Ambiguity) และ “ความสามารถในการแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างฉับไวและสร้างสรรค์” (Flexibility to Improvise and Innovate) ยังเป็นจุดอ่อนในลำดับต้นๆ ของผู้บริหารชาวไทย

แล้วอะไรเป็นสาเหตุทำให้คนไทยไม่แข็งแรงในการอยู่กับความคลุมเครือและความไม่แน่นอน?

ความเห็นจากการวิจัยพบว่า เราอยู่อย่างคาดการณ์ได้มานาน  อาทิพื้นฐานวิถีความเป็นอยู่อย่างไทย อาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ หรือที่มักกล่าวกันว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แผ่นดินของเราช่างอุดมสมบูรณ์” รวมถึงภูมิอากาศที่อบอุ่นตลอดปี การใช้ชีวิตจึงคาดการณ์ได้ ไม่มีความจำเป็นในการวางแผนสำหรับสภาพอากาศแบบสุดขั้วทำให้เราขาดความตื่นตัวในการเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ความเป็นไทยแบบสบายๆ ไม่เคยผ่านวิกฤตการณ์แบบชี้เป็นชี้ตาย หรือสู้รบในสงครามอย่างรุนแรงทำให้เราไม่ได้เตรียมตัวกับภาวะคับขัน อีกมุมหนึ่งความเชื่อทางศาสนาและวิถีชีวิตก็มีส่วนเป็นอย่างมากที่ทำให้เราขาดความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน เพราะด้วยความเชื่อที่ว่าเมื่อมีทุกข์ เดี๋ยวก็มีสุข ไม่มีอะไรจีรัง เรื่องเลวร้ายผ่านมาแล้วในที่สุดก็จะผ่านไป

แต่ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ในเงื่อนไขที่เรื่อง Disruption เข้ามามีบทบาทในทุกแง่มุมของชีวิต เราไม่สามารถดำเนินชีวิต ดำเนินธุรกิจแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป ยิ่งเมื่อผนวกกับพลวัตทางธุรกิจเปลี่ยนไปจากเดิมที่การแข่งขันขีดวงจำกัดอยู่เพียงในอุตสาหกรรมเดียวกัน เมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าล้ำสมัยมากขึ้น  ทำให้เส้นแบ่งเขตของแต่ละอุตสาหกรรมดูเลือนลางลงไป คู่แข่งที่น่ากลัวอาจมาจากอุตสาหกรรมอื่นที่มองเห็นโอกาส และสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ ดังเช่นปัจจุบันที่เราจะเห็นว่าสตาร์ทอัพกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นรายใหม่ที่น่าจับตามองในหลายอุตสาหกรรม

ผู้นำยุคใหม่ที่ต้องการสร้างสรรค์ในเรื่องนวัตกรรมจึงต้องมองให้ออกว่าในอนาคต ไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้าจะเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ๆ อย่างไร อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของประชากรและสังคม จะส่งผลต่อธุรกิจของตนไปในทิศทางใด แทนที่จะคาดการณ์ไปข้างหน้าโดยดูจากข้อมูลในอดีต โดยตระหนักว่าสิ่งต่างๆ ที่นำองค์กรมายืน ณ จุดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อาจไม่สามารถนำองค์กรไปสู่จุดหมายในอนาคตข้างหน้าได้อีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม อนาคตที่เราต้องจินตนาการนั้น มันจะต้องถูกสร้าง และดีไซน์ขึ้นมาเอง แต่ปัญหาของคนในองค์กรใหญ่ๆ ในปัจจุบันคือ การที่ทุกคนต้องโฟกัสอยู่กับงานในปัจจุบัน จนลืมให้ความสำคัญกับการพัฒนาไปสู่อนาคต ดังนั้นการบาลานซ์สองสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะในโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ ที่ทุกอย่างกลายเป็นดิจิทัลและเร็วขึ้น ทางเดียวที่องค์กรจะตามทัน ก็คือการต้องมีความคิดสร้างสรรค์ผสมผสานกับนวัตกรรมการเรียนรู้นั่นเอง

ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์จึงต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มี Mindset เปิดกว้าง พร้อมรับความคิดเห็น มุมมอง และข้อเท็จจริงจากรอบด้าน มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งเตรียมพร้อมรับมือกับความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทางด้วยทัศนคติด้านบวกที่เชื่อว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นบทเรียนที่ดีเพื่อการก้าวต่อไปอย่างแข็งแกร่งขึ้นในวันหน้า แต่ต้องพร้อมจะปรับตัวให้เร็วดังคำที่ว่า “fail often, fail fast, fail cheap” ซึ่งไม่ได้หมายถึงการยอมรับความล้มเหลว หากแต่มองความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ที่ช่วยให้องค์กรเริ่มใหม่ และมุ่งไปข้างหน้าต่อได้อย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้บริหาร กับหัวหน้า คุณต้องรีบลุกขึ้นยืนจากความล้มเหลว และนำพาองค์กรก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

มีเรื่องเล่าว่า จากการทดลองกว่าหนึ่งพันครั้ง ทุกครั้งที่ ทอมัส เอดิสัน ทดลองทำหลอดไฟแล้วล้มเหลว เขาจะบอกว่า เขาไม่ได้ล้มเหลว เพียงแค่เขาค้นพบอีกหนึ่งวิธีที่ไม่ใช่การทำหลอดไฟเท่านั้น หลายคนมักจะบอกว่า เอดิสันคิดบวก แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เอดิสันเป็นนักประดิษฐ์ ซึ่งการประดิษฐ์คิดค้นก็คือ การทำอะไรบางอย่างที่ในโลกนี้ ไม่เคยมีมาก่อน นี่คือเรื่องของนวัตกรรมอย่างแท้จริง เพราะในกระบวนการค้นหานวัตกรรม ย่อมต้องประสบความล้มเหลวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนี่เองเป็นสัจธรรมของการคิดค้น ไม่เคยมีการคิดค้นใดในโลกที่ไม่ผ่านความล้มเหลวก่อนจึงจะสำเร็จ ทุกคนต้องผ่านทางนี้ทั้งนั้น”

หลายคนเชื่อว่าความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และคิดค้นนวัตกรรมเป็นคุณลักษณะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจใช่ แต่อย่างไรก็ตามเราพบว่าคนที่มีไอเดียนวัตกรรมใหม่ๆ มักไม่ได้เป็นมาตั้งแต่ต้น แต่เกิดจากการเรียนรู้ ตั้งข้อสงสัยคำถามและคิดวิเคราะห์ตนเองและโลกรอบตัว เราทุกคนสามารถมีความคิดสร้างสรรค์และคิดปฏิรูปได้โดยการสร้างคุณลักษณะที่เหล่านักคิดนวัตกรรมต่างมีกัน หรือการเรียนรู้ผ่าน process ต่างๆ ที่ช่วยพัฒนาความสามารถได้ด้านนี้ เช่น Design Thinking

ลองดูในอีกกรณีของ Jack Ma ก่อนที่เขาจะมาเป็นที่รู้จักเช่นในปัจจุบัน ก่อนที่จะได้ก้าวมาเป็นเจ้าของธุรกิจของ Alibaba ก่อนที่ชื่อของเขาจะได้รับการขนานนามในเรื่องของความสามารถด้านนวัตกรรม ในอดีตตอนเขาเรียนหนังสือ เขาเรียนไม่เก่ง จบจากชั้นประถมจะสอบเข้าเรียนมัธยม ก็สอบไม่ผ่าน ตอนไปสมัครทำงานเคเอฟซี คนที่ไปสมัครทุกคนผ่านคัดเลือกหมดยกเว้นเขา เช่นเดียวกับตอนที่ไปสมัครสอบเป็นตำรวจ คนสมัครทั้งหมดมี 4 คน คนที่ผ่านคัดเลือกมี 3 คน  และแน่นอนว่าคนเดียวที่ถูกคัดทิ้งคือเขาเช่นเคย

ทั้งที่ดูเหมือนว่าสถานการณ์น่าเศร้าและน่าท้อใจ แต่ Jack Ma เคยบอกว่า “ผมเจอความผิดหวังมาเยอะ ถูกปฏิเสธมาตลอด ทำให้ผมเคยชินกับความล้มเหลว วันนี้ไม่ได้ ก็แค่ลองใหม่ วันหน้าก็อาจเป็นวันของเราก็ได้” และยังบอกอีกว่า “การยอมแพ้ เป็นความล้มเหลวที่เลวร้ายที่สุด ถ้าคุณไม่ยอมแพ้ แต่ทำให้ดีที่สุด แม้สุดท้ายแล้วจะไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย แต่คุณก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง โดยปัจจัยสำคัญของการประสบความสำเร็จคือการเรียนรู้จากความผิดพลาด”ซึ่งนี่คือคุณสมบัติของการสร้างให้เกิดนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคิด เรื่องการลงมือปฏิบัติ ต่อเนื่องมาจนออกมาเป็นผลงาน

Jack Ma มี “ภูมิต้านทานความล้มเหลว” แพ้ไม่ได้แปลว่าล้มเหลวและชนะก็ไม่ได้แปลว่าสำเร็จเสมอไป แต่มันเป็นเรื่องของการเปิดใจ ยอมรับสิ่งใหม่ๆ กล้าลอง กล้าล้ม และเรียนรู้จากมัน

ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงและเข้มข้นของโลกไร้พรมแดน ท่ามกลางสถารการณ์โลกที่มี disruption กดดันให้องค์กรต่างๆ ต้องคิดค้นนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อต่อยอดให้กับธุรกิจให้เติบโต เพิ่มยอดขาย และสร้างเส้นทางใหม่ของธุรกิจ นวัตกรรมกลายมาเป็นเรื่อง do or die

หลายๆ ครั้ง ผู้ประกอบการมักจะมองนวัตกรรมการเรียนรู้ว่าเป็นสิ่งใหม่หรือเป็นอะไรที่แปลกใหม่แตกต่างไปจากเดิม แต่แท้จริงแล้วนวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหม่หรือสิ่งแปลกใหม่ทั้งหมด การจัดการกระบวนการบางอย่างเพื่อทำให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพหรือศักยภาพที่ดีขึ้นก็ถือว่าเป็นนวัตกรรมแล้ว และนวัตกรรมที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี้ เมื่อเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมครั้งใหญ่ที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

และนี่คงถึงเวลาแล้วที่ผู้นำองค์กรจำเป็นต้องคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ มาเปลี่ยนเกมการบริหารเพื่อให้องค์กรประสบความสำเร็จควบคู่ไปกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน…

การประเมินผลงานด้านการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมจาก Global Innovation Index 2017 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 51 จากอันดับที่ 52 ในปีที่ผ่านมา และอยู่ในอันดับที่ 7 ของกลุ่มประเทศ ASEAN+3