March 7, 2019

พัฒนาตนเอง ท้าทาย Comfort Zone

สิ่งที่มาพร้อมกับการเริ่มต้นปีใหม่เสมอก็คือการตั้งเป้าหมายที่คิดว่าอยากจะทำหรือเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในปีนี้ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนก็มีเป้าหมายที่แตกต่างกันไป บางคนมีเป้าหมายเรื่องสุขภาพ บางคนมีเป้าหมายเรื่องเก็บเงินการลงทุน บางคนอยากเปลี่ยนงาน พัฒนาความสามารถทักษะของตนเองหรือบางคนอาจจะอยากเปลี่ยนแปลงนิสัยที่ส่งผลเสียกับตัวเอง เช่นนี้เป็นต้น

ช่วงเวลาต้นปีแบบนี้เป็นช่วงที่ใครหลายๆ คนเลือกกำหนดทิศทางในเรื่องที่ต้องการจะไป หรือเป้าหมายในสิ่งที่ต้องการจะทำสำหรับปีนั้นๆ ในต่างประเทศเองมีธรรมเนียมที่เรียกว่าการตั้ง New Year Resolution หรือคือคำปณิธานปีใหม่ เป็นการให้สัญญากับตัวเองว่าเราจะทำอะไรเพื่อพัฒนาตัวเองหรือก่อประโยชน์ให้คนรอบข้างและสังคม

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ เราจะพบว่าหลายคนมักจะล้มเลิกความพยายามเหล่านั้นเพียงแค่ปีใหม่ผ่านมาไม่เกินครึ่งเดือนด้วยเหตุผลหรือข้ออ้างนานัปการ โดยเฉพาะช่วงเวลาประมาณวันที่ 17 มกราคมของทุกปีที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Ditch New Year’s Resolutions Day หรือแปลง่ายๆ ว่าวันที่ทุกคนต่างพร้อมใจกันล้มเลิกความพยายามในการปฏิบัติตามคำปณิธานที่ได้ตั้งไว้เมื่อตอนต้นปี

ส่วนหนึ่งเราต้องยอมรับว่าการจะเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อทำอะไรใหม่ๆ สักอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนเราคุ้นชินกับการอยู่ใน comfort zone แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินจะทำเพียงแต่ต้องอาศัยเวลา และความพยายามมากกว่าเดิม บวกกับเรื่องทัศนคติ และการวางแผนที่ดีที่จะพาให้คุณก้าวกระโดดไปในอีกขั้นหนึ่งของชีวิตตามที่คาดหวัง

หลายๆ ครั้งที่เราล้มเลิกความตั้งใจอะไรบางอย่าง หรือการที่เราลงมือทำเรื่องอะไรไปแล้ว แต่พบว่าไม่เป็นไปอย่างที่คิดไว้ เราจึงอยากถอดใจ ไม่ต้องการหันกลับไปทำอีก วิธีการคิดเช่นนั้น ไม่ช่วยสร้างสรรค์ให้อะไรดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม เราควรใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้จากเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเรา รอบตัวเรา กับสังคมของเรา นำมาเป็นบทเรียน เพิ่มโอกาสในอนาคตไม่ให้ตัวเองพลาดซ้ำ แถมยังเพิ่มโอกาสความสำเร็จ

Jack Ma เคยกล่าวว่า “การยอมแพ้เป็นความล้มเหลวที่เลวร้ายที่สุด ถ้าคุณไม่ยอมแพ้ แต่ทำให้ดีที่สุด แม้สุดท้ายแล้วจะไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย แต่คุณก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง โดยปัจจัยสำคัญของการประสบความสำเร็จคือการเรียนรู้จากความผิดพลาด”

ในยุคที่พลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาและมีแนวโน้มจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ยึดติดกับความสำเร็จในอดีตจะกลายเป็นคนที่ล้าหลังที่สุด

ในโลกการทำงานก็เช่นกัน เมื่อโลกหมุนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เด็กรุ่นใหม่ที่เก่งกว่า มีความรู้มากกว่า มีไฟมากกว่าพร้อมจะเข้ามาทำงานแทนที่คุณได้ทุกเมื่อ แล้วคุณจะทำอย่างไรเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้

William Bridges นักเขียนชื่อดังชาวอเมริกันบอกว่าขั้นแรกสู่ความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงคือการทำให้คน ‘Letting go of the past’ หรือละทิ้งอดีต นั่นหมายถึงการที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้จะต้องเริ่มจากการที่คนยอมละทิ้งสิ่งเดิมๆ ที่ตัวเองเคยมี เคยยึดติด เคยคุ้นเคยก่อน แต่การขอให้คนทำสิ่งนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันคือ “เขตปลอดภัย – Comfort Zone” ที่พวกเขาสร้างไว้และนี่ก็คือสาเหตุของการต่อต้าน หรือไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยิน และคุ้นเคยกับคำว่า comfort zone กันอยู่ไม่มากก็น้อย แต่ก็ยังมีอีกหลายคนไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรกันแน่ แล้วในความเป็นจริง comfort zone คืออะไร มีหน้าตาอย่างไร แล้วเพราะเหตุใดหลากหลายตำราจึงแนะนำให้เราออกจาก comfort zone

ก่อนอื่นอยากให้ลองมองตัวอย่างของบุคคลสามท่านนี้ ไม่ว่าจะเป็น Bill Gates หรือ Jeff Bezos และ Elon Musk ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลชั้นนำในวงการธุรกิจและเทคโนโลยีที่ถูกอ้างถึงเป็นประจำ เพราะแต่ละคนเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารที่พา Microsoft Amazon และ Tesla ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ตามลำดับ ทั้งสามคนนี้มีอะไรหลายๆ อย่างที่คล้ายคลึงกันในเรื่องอุปลักษณะนิสัย คือความกล้า ไม่ตัดสินใจนานเมื่อต้องออกจาก Comfort Zone เพราะพวกเขาเห็นว่าการเสี่ยงครั้งต่อไปจะนำพาความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่ามาให้

ในรายละเอียด Comfort Zone คือ ขอบเขตที่เรากำหนดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราปฏิเสธจะก้าวออกมา การที่จะพยายามก้าวข้ามมานั้นจะเกิดอาการกลัวและตื่นเต้น เพราะการที่เราอยู่ในที่ที่ปลอดภัยนานๆ จะกลัวการที่จะก้าวออกจากเขตปลอดภัย เพราะไม่แน่ใจว่านอกเขตปลอดภัยนั้นจะเป็นอย่างไร จึงขออยู่ในเขตปลอดภัยต่อไปดีกว่า ทั้งนี้ก็เพราะมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะนิสัยที่ต้องการความสะดวกสบายเพื่อลดความตึงเครียดของตนเองอยู่โดยตลอด

นักจิตวิทยา Robert M. Yerkes และ John D. Dodson ได้ทดลองแล้วพบว่า การอยู่ใน Comfort Zone จะทำให้เกิดประสิทธิภาพการทำงานแบบคงที่ แต่เมื่อใดที่เราต้องการประสิทธิภาพที่มากกว่าเดิม มนุษย์เรามักจะต้องการความกังวลมากกว่าปกติอีกนิดหน่อย โดยเรามักจะเรียกจุดนั้นว่า Optimal Anxiety

คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่อธิบายว่า comfort zone คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับระดับความกังวลของคนเรา comfort zone คือพฤติกรรมของเราที่ทำให้เรามีความกังวลน้อย เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์เราติดอยู่ใน comfort zone นี้แล้วก็แทบไม่รู้สึกกระตือรือร้นใดๆ  ส่งผลให้ศักยภาพในตัวที่มีถูกบดบังเอาไว้เพราะไม่เกิดความรู้สึกอยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทำให้ไม่เกิดการเจริญเติบโต ไม่เกิดการบริหารสมอง ประกอบกับมีอาการกลัวและตื่นเต้นพราะไม่แน่ใจว่านอก comfort zone นั้นจะเป็นอย่างไร จึงขออยู่ในนั้นต่อไปดีกว่า

ถ้าเปรียบกับชีวิตคนเรา ถ้าเราไม่กล้าที่จะก้าวออกมาจาก Comfort Zone การพัฒนาตัวเองจะไม่เกิดขึ้นเลย เพราะเราจะรู้สึกว่าอยู่อย่างนี้ก็ดีแล้ว เราก็คงต้องเดินตามหลังคนที่เขากล้าจะเดินออกมาจากจุดๆ นั้น และยิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ จนตามใครไม่ทัน

มีคำกล่าวหนึ่งที่อธิบายว่า “การไม่เสี่ยงอะไรเลยคือความเสี่ยงที่สุด” เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว ดิฉันอยากให้ผู้อ่านมาลองก้าวออกนอก comfort zone เสี่ยงทำในสิ่งที่ไม่เคยลองตามหลักการง่ายๆ ต่อไปนี้

หนึ่ง ทำความเข้าใจกับอุปนิสัยที่สร้าง comfort zone ของตัวเอง การศึกษาที่มาของพฤติกรรมเหล่านี้จะทำให้เรายอมเปิดรับมุมมองใหม่เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เรารู้อยู่แล้ว และเริ่มปล่อยวางการยึดติดเหล่านั้น นอกจากนั้นเราต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมให้ตัวเองเพราะสาเหตุหนึ่งที่คนเราไม่ยอมออกจาก comfort zone ก็เพราะความกลัวอันเกิดจากการไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ หรือกลัวเพราะไม่รู้

สอง วางแผนและลงมือปฏิบัติ เพราะเราขังตัวเองอยู่ใน comfort zone นี้ การจะก้าวออกไปยังจุดหมาย จึงต้องกำหนดว่าต้องทำอะไรบ้าง ทำอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตามแผนจะยังคงเป็นแค่แผน ถ้าเราไม่ลงมือทำ ดังนั้นวิธีง่ายที่สุดคือลองลงมือทำ อาจจะเริ่มจากอะไรก็ได้ที่ดูไม่ยากจนเกินไป หรือแม้จะเป็นสิ่งที่เคยทำมาแล้ว แต่คราวนี้ให้ลองใช้วิธีใหม่ๆ ในการลงมือทำ การกระทำเช่นนี้จะช่วยให้เราได้เห็นมุมใหม่ๆ แม้ว่าจะเป็นสิ่งเดิมๆ ที่เคยทำมาแล้ว เพราะสถานการณ์ที่เราทำตอนนี้กับเมื่อก่อนนั้นต่างกัน สภาพแวดล้อมที่ต่างกันย่อมทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนไป

สาม ตั้งเป้าหมายให้ท้าทาย แม้ว่าหลายคนกลัวที่จะก้าวไปยังที่ที่ไม่คุ้นเคย เพราะเราคาดการณ์ไม่ถูก เมื่อเราไม่มั่นใจ ก็อาจค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป แต่สิ่งที่สำคัญคือลัหงจากประสบความสำเร็จมาทีละก้าว เราต้องตั้งเป้าให้ท้าทายต่อไป เทียบเท่ากับว่าเมื่อเราก้าวผ่าน Comfort Zone เดิมออกมาแล้ว ตอนนี้บางคนอาจได้ Comfort Zone ใหม่ที่ขยายขอบเขต หน้าที่ต่อไปของเราคือขยาย Comfort Zone เรื่อยๆ เพื่อให้ตัวเราเองได้พัฒนาตาม

มาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายๆ คนเริ่มเห็นภาพ Comfort Zone ชัดเจนขึ้น แต่บางคนก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเราต้องออกจาก Comfort Zone หรือการอยู่นอก Comfort Zone มีข้อดีอะไรบ้าง หลายคนยังไม่กล้าที่จะก้าวออกมาจาก Comfort Zone เพราะอาจกลัวจะผิดหวัง แต่ถ้าเราได้ก้าวออกมาแล้วเราจะพบข้อดีมากมาย อาทิเช่น

เรียนรู้และเติบโตอย่างรวดเร็ว

การก้าวออกมาจาก Comfort Zone ความรู้สึกตอนแรกเราจะรู้สึกว่ามันไม่ชิน ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี ดังนั้น เราจะพยายามพัฒนาทักษะตัวเองและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนทำให้เราได้เรียนรู้ เกิดความก้าวหน้าและเติบโตขึ้นจากประสบการณ์ใหม่ๆ

ปลุกพลังสร้างสรรค์ในตัว

คนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกหลายๆ คนออกจาก Comfort Zone ที่คุ้นเคย เพื่อหันกลับมาปลุกพลังสร้างสรรค์ในตัว ตอนเป็นเด็ก คนเรามีความอยากรู้ทำให้ทุกคนกล้าสำรวจสิ่งรอบตัว แต่เมื่อเลขวัยมากขึ้นคนส่วนใหญ่กลับหันหน้าหนีอุปสรรคและกลัวความล้มเหลว

อย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องยากที่ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดจากการทำอะไรในกรอบ ดังนั้นการพาตัวเองออกจาก Comfort Zone จึงเป็นวิธีดีที่สุดในการเพิ่มความสามารถในการแก้ปัญหาและยังช่วยผลักดันคุณให้ไปสู่ความสำเร็จได้เร็วขึ้นพร้อม ประสิทธิภาพที่โดดเด่นกว่าคนที่ยึดติดกับความคุ้นเคย อยู่กับสภาพแวดล้อมเดิมๆ

นอกจากนั้น พอก้าวออกมาแล้ว จะทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร ดังนั้นเราอาจจะค้นหาเป้าหมายในชีวิตได้ง่ายขึ้นและมีโอกาสประสบผลสำเร็จได้มากกว่าเดิม

รู้ว่าความกลัวเป็นแค่สิ่งสมมุติ

ความคิดที่เรากลัวที่จะทำสิ่งใหม่ๆ หรือเดินออกมาจากบางสิ่งมักมาก่อนที่เราจะเริ่มลงมือทำก่อนเสมอ แต่เมื่อก้าวออกมา แล้วจะทำให้รู้ว่าไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าความคิดตัวเอง ความล้มเหลวหรือความผิดพลาดจากการออกจาก Comfort Zone ล้วนแล้วแต่เป็นบทเรียนที่น่าตื่นเต้น ซึ่งนอกจากจะทำให้เราแกร่งขึ้นแล้ว ยังช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดซึ่งพอมองย้อนกลับไปที่ปัญหาในอดีต ก็จะเห็นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

หนอนผีเสื้อไม่ได้เปลี่ยนเป็นผีเสื้อได้เพราะโชคช่วย หากแต่เป็นไปตามวงจรชีวิตของพวกมัน เช่นเดียวกับการที่เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง มันคงต้องใช้เวลาและผ่านขั้นตอนมากมาย ถึงแม้ตอนนี้คุณอาจรู้สึกกลัวเมื่อคิดถึงการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นในสิ่งที่ยังไม่ได้เป็น หรือเรียนรู้ทักษะที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่การเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาตนเองและการจะประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้จำเป็นกับทุกๆ คนไม่ว่าคุณจะเป็นหัวหน้า เป็นลูกน้อง เป็นเจ้าของบริษัท หรือเป็นพนักงานทั่วไปที่ทำงานห้าเช้ากินค่ำ เปรียบกับหนอนผีเสื้อที่ต้องต่อสู้หลายต่อหลายขั้นตอนระหว่างกระบวนการเติบโตของมันนั่นเอง…