“ภาษาใหม่ของผู้นำ” ภาวะผู้นำที่จำเป็นในการต่อกรกับ DISRUPTION

“ยุคโลกป่วน หรือ Disruptive World” … เราจะอยู่ (ให้) รอดได้อย่างไรกับโลกยุคนี้? เราจะต้านทานแรงพายุ Digital Disruption ที่โหมกระหน่ำได้อย่างไร? และพายุลูกต่อไปที่จะเปลี่ยนโลกนี้จะแสดงแสนยานุภาพความรุนแรงเมื่อไหร่? คำถามเหล่านี้ ล้วนกระตุกต่อมความเป็น “ผู้นำ” ในทุกองค์กรให้หาคำตอบมองหาทางรอดให้กับธุรกิจ ประเด็นคือหลักการ วิธีการ กลยุทธ์ทางการตลาด ยังจะเป็นอาวุธสำคัญที่นำองค์กรฝ่าคลื่นพายุดิจิทัลที่พัดกระหน่ำได้อยู่หรือไม่ หรือมีทางออกใหม่ๆ ที่หลายองค์กรยังมองไม่เห็น

 

ในแวดวงธุรกิจ เราคงเคยได้ยินคำว่า Disruption กันมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจความหมายของคำคำนี้อย่างแท้จริง จริงอยู่ที่เรายังไม่มีการบัญญัติคำแปลภาษาไทยของ Disruption อย่างชัดเจน แต่ด้วยความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนี้อาจทำให้หลายๆ ครั้งเราไม่รู้ว่าจะเตรียมรับมือกับ Disruption อย่างไรถึงจะช่วยให้ธุรกิจของเราอยู่รอดในยุคนี้ได้ และเราจะต้องติดอาวุธแบบไหนให้กับองค์กรเพื่อเป็นผู้ชนะในสมรภูมิของ Disruption

 

ผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและฉับพลัน ทั้งเศรษฐกิจ การพัฒนาสินค้าและบริการ หรือแม้แต่ความต้องการลูกค้าใน “ยุค Disruptive” ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทุกวัน ทำให้ทุกองค์กรต้องหันมาวิเคราะห์สถานการณ์ของตัวเองเพื่อปรับมุมมอง เปลี่ยนกลยุทธ์ และความคิดในการบริหารงาน เพื่อให้พลิกเกมทันกับความเปลี่ยนแปลงอันร้ายแรงของโลก       และเพื่อไม่ให้ถูกกลืนกินโดยบริษัทคู่แข่งจากอุตสาหกรรมเดียวกันและอุตสาหกรรมอื่นที่พร้อมกระโดดเข้ามาแข่งขันได้ทุกเมื่อจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

“จากการทำงานร่วมกับ CEO หรือผู้บริหารระดับสูงของหลายองค์กร ทำให้ดิฉันเห็นว่าหลายองค์กรทยอยปรับตัวและยืดหยุ่นตามสถานการณ์ของยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน แต่อีกหลายองค์กรก็ยังคงจับจุดไม่ได้ว่า จะต้องเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงให้ทันโลกนี้ได้อย่างไร? และเมื่อตั้งคำถามเจาะลึกลงไปจะพบว่า เหตุที่ทำให้หลายองค์กรยังเริ่มต้นไม่ได้ หรือเดินผิดทาง เพราะยัง “ติดกับดักตัวเอง” ยึดติดความสำเร็จหรือแนวทางเดิมๆ จนไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที”

 

3 ความเสี่ยงทำโลก (ธุรกิจ) วิกฤติ

  1. “Fast-Moving World” เราต้องยอมรับให้ได้ว่า “โลกหมุนรอบตัวเอง 24 ชั่วโมง แต่โลกธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ วินาที” ในประเด็นนี้ ชี้ให้เห็นว่า ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงไม่ได้คงที่หรือมีช่วงเวลาให้ได้ตั้งหลักเหมือนโลกยุคก่อน หากแต่เราต้องพร้อมและตื่นตัวกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วอย่างยิ่งยวดและคาดไม่ถึง ผู้นำและบุคลากรในองค์กรต้องไม่ชะล่าใจ ต้องเร่งแก้ไข และ Reskill เพื่อพลิกเกมธุรกิจให้ทันท่วงที

 

  1. “ย่ำอยู่กับที่ มีแต่จะพาล่มจม” ต้องเข้าใจและตระหนักรู้ให้ได้ว่า สมรภูมิธุรกิจในยุค Disruption มีความท้าทาย หรือมีหนทางใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ การติดกับความคิดหรือความสำเร็จเดิมไม่ใช่ทางออกหรือเส้นทางแห่งความยั่งยืนทางธุรกิจ เพราะฉะนั้นผู้นำองค์กรจะต้องมีความสามารถหาคำตอบเมื่อเจอกับความท้าทายใหม่ๆ หรือแม้แต่กระทั่งคำถามหรือปัญหาเดิมที่เคยเกิดขึ้นและย้อนกลับมาอีกครั้งก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการแก้ไขแบบเดิม แต่ผู้นำที่ดีต้องแสดงศักยภาพในการออกแบบคำตอบใหม่ๆ ได้

 

  1. หยุดหลอกตัวเองว่าเปลี่ยนทันยุค Disruption หากการเปลี่ยนนั้นทำแค่ฉาบฉวย การเปลี่ยนทันยุค Disruption ที่แท้จริงไม่ใช่ปรับแค่ทีละ 1 องศา แต่การเปลี่ยนหรือตั้งรับทันจริงๆ คือ องค์กรนั้นต้องเปลี่ยนทั้ง 360 องศา คือ ปรับกระบวนทัพใหม่หมด ทั้งองค์กร บุคลากร และวิธีคิด เพราะแค่การปรับวิธีการหรือโครงสร้างองค์กรไม่ได้เกิดประโยชน์อันใด ต้องคิดอยู่เสมอว่า แม้องค์กรเราจะวิ่งได้เร็วหรือปรับตัวทันแล้ว แต่ก็มีองค์กรอื่นที่จะวิ่งตามได้ทันอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นเราต้องเร่งสร้างความก้าวล้ำแบบ Stay ahead of the game

 

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ หลายๆ ครั้ง เรามองหาทางออก ทางแก้จากสิ่งไกลตัว แต่หลายองค์กรกลับมองผ่าน หรือแก้ปัญหาไม่ถูกจุด คือเรื่องการปรับทิศหัวเรือใหญ่อย่าง “ผู้นำองค์กร” (Leader) ให้เพียบพร้อมด้วย “ภาวะผู้นำ (Leadership)” ที่มีศักยภาพ รู้เท่าทันสถานการณ์ และสามารถมองเห็นเทรนด์และโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงต้องกล้าตัดสินใจและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เพื่อนำองค์กรทลายทางตันสู่การหยัดยืนเป็นผู้นำทางธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

คำตอบของการพัฒนาองค์กรให้ยั่งยืน ท่ามกลางโลกที่เกิดเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันตลอดเวลา ดังเช่นในปัจจุบันนี้ คือ การที่องค์กรสามารถนำการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ มาใช้ให้เกิดเป็นโอกาสและสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสนั้นๆ ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด โดยเริ่มต้นจากผู้นำองค์กร ซึ่งจะต้องเป็นคนที่พร้อมเปลี่ยนแปลงและมีความสามารถในการปรับตัวเท่านั้น จึงจะสามารถนำพาองค์กรให้ประสบความสำเร็จและเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และไม่ติดอยู่ในกับดักของยุค Disruptive

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจความหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของคำว่า ‘ผู้นำ – Leader’ กับ ‘ภาวะผู้นำ – Leadership’ อย่างถ่องแท้เสียก่อน โดยคำว่า ‘ผู้นำ’ ส่วนมากหมายถึงตำแหน่งหน้าที่การงาน ส่วน “ภาวะผู้นำ จะเป็นเรื่องของสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่เกี่ยวข้องกับวุฒิภาวะ ซึ่งรวมรายละเอียดของบุคลิกภาพ ลักษณะนิสัย การวางตัว แนวความคิด ตลอดจนมุมมองและวิธีการแก้ไขปัญหามารวมไว้ด้วยกัน โดยไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง หรือแม้แต่เพศ หรือวัยใดวัยหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น ‘ภาวะผู้นำ’ จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเรียนรู้และเร่งพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถก้าวทันทุกการเปลี่ยนแปลง และพร้อมขับเคลื่อนพลวัตรของกลุ่มและทุกองคาพยพขององค์กรให้สามารถดำเนินงานท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในยุคปัจจุบัน”

 

สำหรับประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีองค์กรและบุคลากรที่มีประสิทธิภาพในการแข่งขันทางการตลาดสูง         แต่หลายครั้งเรากลับทำลายโอกาสทางธุรกิจเหล่านี้ลงด้วย “ตัวฉุดรั้ง” อย่างการสร้างกรอบความคิดที่ผิดซึ่งเกิดขึ้นจากความเคยชินกับการทำงานในรูปแบบเดิมๆ ซ้ำๆ ของผู้นำและบุคลากรในองค์กร หรือการยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ที่ทำให้ “ผู้นำ” ยังคงอยู่ในวังวนของแนวคิดและวิธีการทำงานแบบเดิม โดยละเลยถึงบริบทและห้วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป และประเด็นสำคัญ คือ การที่เรายังไม่สามารถนำ “นวัตกรรม” ทางความคิดออกมาประยุกต์ใช้ร่วมกับสถานการณ์และรูปแบบเศรษฐกิจสังคมที่เปลี่ยนแปลงฉับพลันได้อย่างทันท่วงที

 

“ภาษาใหม่” คือ ทางออก ที่ “ผู้นำ” องค์กรสายพันธุ์ใหม่ต้องรู้

ในโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ปัจจัยต่างๆ เกี่ยวเนื่องกันมากขึ้น หากอยากจะรั้งตำแหน่งผู้นำในธุรกิจ หรือการมีตัวตนอยู่รอดในโลกธุรกิจนั้น ต้องไม่ใช่แค่รู้ว่าคู่แข่งคือใคร ส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่เท่าไหร่ เทรนด์โลกหรือเทรนด์ผู้บริโภคเปลี่ยนไปทางไหนเท่านั้น แต่ต้องตระหนักรู้อยู่เสมอว่า โลกเปลี่ยนทุกวินาที หากอยากจะเป็นผู้นำ ต้องไม่ย่ำอยู่กับที่ ต้องหาวิธี หาแนวทางใหม่ๆ สิ่งสำคัญกว่าความไว คือ ต้องเข้าใจ “ภาษาใหม่” ที่พร้อมสยบคลื่นสึนามิที่ถาโถมเข้าใส่ธุรกิจในยุค Disruption สิ่งนั้นก็คือ “THE NEW LANGUAGE OF LEADERSHIP” ที่ไม่ใช่เรื่องของเครื่องมือทางการตลาดหรือการขาย หากแต่เป็นภาวะผู้นำรูปแบบหนึ่งซึ่งคือแนวทางความคิดหรือทัศนคติของผู้นำองค์กร ในรูปแบบของ How-to ที่ทำให้อ่านทุกเกมได้ขาดและเหนือชั้นที่สุด  โดยได้รับการพิสูจน์จากผู้นำองค์กรระดับโลกแล้วว่า นำมาใช้ได้เห็นผลจริง  ด้วยเทคนิคที่สำคัญที่สุด นั่นคือ Ability to understand” กับการที่ผู้นำต้องมีทักษะที่จะทำ “ความเข้าใจ” แบบหยั่งรู้ถึงความรู้สึกอย่างถ่องแท้ และมี Ability to speak” หรือความสามารถที่พูดออกไปได้อย่างแท้จริง หรืออาจกล่าวได้ว่าคือความสามารถในการนำข้อมูลที่ได้จากการทำความเข้าใจสื่อออกไป หรือนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างตอบโจทย์ ซึ่งทั้ง 2 เทคนิคนี้สามารถเปลี่ยนองค์กรที่กำลังเผชิญปัญหา พลิกองค์กรสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดและความก้าวล้ำแบบ Stay ahead of the game ได้

 

เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เราอยากให้คนเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกยุคนี้ที่มีความซับซ้อน เกี่ยวโยงกันมากขึ้น เรายิ่งต้องพยายามทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ให้มากขึ้น องค์กรหรือบริษัทไหนที่เข้าใจคนอื่น เข้าใจลูกค้า เข้าใจคู่แข่งได้อย่างลึกซึ้งมากกว่า ตีโจทย์ได้ และประยุกต์ใช้ได้ดีกว่าย่อมได้เปรียบกว่า เพราะแม้สุดท้ายองค์กรจะสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สุดแสนจะล้ำสมัยได้ แต่หากผลิตภัณฑ์นั้นไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงได้ ก็เท่ากับไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์

 

คัมภีร์รอดของผู้นำ

หนึ่งบทพิสูจน์ของการใช้ “ภาษาใหม่” ที่สัมฤทธิ์ผล และเห็นเป็นรูปธรรมในระดับโลกนั้นเห็นได้จากผลงานของ ไมเคิล เวนทูร่า ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท ซับ โรซ่า (Sub Rosa) ที่ปรึกษาด้านการสร้างและบริหาร แบรนด์ให้กับธุรกิจและองค์กรชั้นนำของโลก ผู้ทำหน้าที่วางแผนกลยุทธ์และแผนการปฏิบัติงานเพื่อช่วยให้ผู้นำและองค์กรมีวิวัฒนาการเชิงกลยุทธ์และการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการพัฒนาเชิงลึกถึงการเปลี่ยนแปลงขององค์กร และสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับลูกค้าผ่านประสบการณ์ร่วมกันในรูปแบบต่างๆ จนเป็นบทพิสูจน์ที่ได้รับการยอมรับ

 

โดยล่าสุด เขาได้รวบรวมประสบการณ์ในการสร้างและบริหารแบรนด์ให้กับองค์กรระดับโลก ที่ใช้ “ภาษาใหม่” เป็นอาวุธสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน สู่คัมภีร์ใหม่ของ “ผู้นำ” กับ หนังสือ Applied Empathy: The New Language of Leadership” หรือ “ภาษาใหม่ของการเป็นผู้นำ” ที่จะเข้ามาทลายกำแพงเหล็กที่กั้นความคิดของผู้นำให้รู้ทันความเปลี่ยนแปลงของลูกค้าและสถานการณ์โลกในยุค Disruption ด้วยคำว่า “การเข้าใจแบบหยั่งรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่น” (Empathy) คือ การเข้าใจที่เข้าถึงความหมายที่ลูกค้าต้องการสื่อสารอย่างแท้จริง การมองโลกผ่านเลนส์ของคนอื่น เพื่อทำให้เราเข้าใจคนอื่น เข้าใจสถานการณ์และเป็นผู้นำที่ดีขึ้น แก้ปัญหาได้ดีขึ้น และทำให้ “ปัญหาที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น ทีมงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เกิดความคล่องตัว และอิสระในการเปลี่ยนแปลงองค์กรได้เร็วขึ้น” เป็นคัมภีร์ของการสร้างรากฐานการเป็นผู้นำและการตอบสนองต่อการสื่อสารกับคนในองค์กรและลูกค้า  โดยเน้นเรื่องการยอมรับและเข้าใจมุมมองคนอื่น ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึก ฟังผู้อื่นมากขึ้นกว่าตัวเอง ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร และการปฏิบัติให้มีความสอดคล้องกันทั้งองค์กร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ปลายทาง คือ ความสำเร็จอย่างยั่งยืนขององค์กร

 

เรื่องของการเข้าใจแบบหยั่งรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่น หรือ Empathy เป็นเรื่องที่ไม่มีการสอนกันในโรงเรียน นั่นแปลว่าคนเราส่วนใหญ่โตมากับการทำงานแบบคาดเดา เราเดาว่าคนนั้นต้องการอะไร คนนี้เจอปัญหาอะไร เราประมาณการณ์ว่าคนนี้คิดอะไร คนนั้นอยากทำอะไร แต่ในความเป็นจริง Empathy เป็นเรื่องที่เรียนรู้กันได้ ฝึกหัดกันได้ และขั้นตอนของ Empathy จะช่วยเปิดโลกทัศน์ของเราให้เราได้ข้อมูลจริง ซึ่งหากเรานำมาประยุกต์ใช้ได้ย่อมนำมาซึ่งความได้เปรียบเหนือคนอื่น นอกจากนั้นยังทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น ฉลาดขึ้นและเป็นคนดีขึ้นได้ไม่ยาก…

อริญญา เถลิงศรี

กรรมการผู้จัดการ ศูนย์พัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารระดับสูงเอสอีเอซี (SEAC)