ล้มให้เป็น พลาดให้เร็ว เพื่อจะได้เติบโต

อริญญา เถลิงศรี Managing Director บริษัท SEAC ที่ปรึกษาด้านการลงทุน กล่าวว่าในโลกแห่งการทำงานที่พลวัตของการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรง และคาดเดาได้ยากเรื่องของความเร็วเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากในการทำงาน

เมื่อเรื่องความเร็วกลายมาเป็นปัจจัยชี้ชะตาต่อความสำเร็จในการทำงานในหลายๆ ครั้ง แน่นอนว่าเรื่องความความล้มเหลวหรือการทำพลาดเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เป็นที่น่าดีใจว่าองค์กรหลายๆ แห่งเริ่มเห็นความสำคัญและเปิดโอกาสให้กับความล้มเหลวอย่างมากมายเพราะเชื่อว่าคนที่พลาด ที่ล้มเหลวคือคนที่ลงมือทำเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม คนที่ไม่เคยพลาดคือ คนที่ไม่ได้ลงมือทำ ไม่กล้าลอง หรือกลัวความผิดพลาดจึงขาดในเรื่องประสบการณ์ที่หลากหลายบริษัทต่างมองหา

ในเรื่องนี้กระบวนการคิดที่กำลังอยู่ในสมัยในนิยมอย่าง Design Thinking นั้นมองว่าความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ และเรา สามารถเรียนรู้จากความล้มเหลวนั้นๆ ได้ เรานำเอาบทเรียนที่ได้จากความล้มเหลวมาพัฒนาได้ อย่างไรก็ตาม Design Thinking มองว่าถ้าเราจะล้มเหลวเราควรล้มเหลวให้เร็วที่สุด ดังนั้น Design Thinking จะใช้วิธีการในการแก้ปัญหาแบบลงมือทำ หรือ Just Do It แทนที่จะต้องใช้เวลาไปกับการวางแผนอย่างยาวนาน เพื่อสามารถนำ Feedback ที่เราได้เรียนรู้ไปปรับปรุงได้อย่างรวดเร็ว

คนทำงานหลายๆ คนเป็น perfectionist มาตั้งแต่เกิด ทำให้ไม่อยากให้มีเรื่องความผิดพลาดเกิดขึ้น จะบอกเคล็ดลับว่าคุณสามารถทำอย่างไรได้บ้าง ให้มองว่าเรื่องความล้มเหลวเป็นบทเรียนที่มีค่า มีผลอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในอนาคต

1.ต้องยอมรับผิด เปิดใจรับผิดให้เป็น อย่ามัวคิดโทษผู้อื่นอยู่ตลอด เพราะการรู้ว่าเป็นความบกพร่องของตัวเอง จะเปิดโอกาสให้คุณได้ลองหันกลับมามองในเรื่องที่ทำลงไป ไม่ต่างจากการหยุดรถแล้วลงไปดูเมื่อรู้สึกว่าชนเข้ากับอะไร แทนการขับต่อไปแบบไม่ใส่ใจ

2.ไตร่ตรองหาสาเหตุ ถัดจากเปิดใจยอมรับความผิดที่ก่อขึ้นแล้ว ต่อมาคือไตร่ตรอง ถามตัวเองว่าพลาดตรงไหน มีวิธีไหนที่จะลดผลกระทบหรือป้องกันไม่เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกและเราเรียนรู้อะไรจากความผิดครั้งนี้

3.วางแผนป้องกัน เมื่อรู้แล้วว่าพลาดตรงไหน เพราะอะไร ก็ต้องวางแผนไม่ให้ซ้ำรอย นำคำตอบที่ตกผลึกจากบทเรียนนี้มาประกอบขึ้นเป็นแผนเตรียมความพร้อมและป้องกันไม่ให้ผิดซ้ำอีกนั่นเอง

4.มีแผนสำรอง เพื่อความไม่ประมาทควรต้องมีแผนสำรองเผื่อไว้ และแผนนี้ควรคิดล่วงหน้าไปถึงจุดที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด เพราะยิ่งมีแผนสองไว้มากเท่าไหร่ ความเสียหายจากเรื่องไม่คาดก็จะน้อยลงเท่านั้น

บรรดาซีอีโอโลกที่ประสบความสำเร็จหรือคนดังที่เป็นไอคอนของโลกก็ล้วนเคยผ่านความเจ็บปวดจากความล้มเหลวมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแจ็ค หม่า ผู้พันแซนเดอส์ เจ.เค. โรลลิ่ง สตีฟ จ็อปส์หรือแม้แต่อีลอน มัสก์ แต่สิ่งที่แตกต่างคือคนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เห็นความสำคัญของความล้มเหลว เข้าใจว่ามันเป็นบทเรียน เป็นประสบการณ์ที่สำคัญของชีวิตที่มีค่าอย่างยิ่ง