December 20, 2018

หนทางแก้ปัญหาในยุคโลกป่วน

ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งอย่างกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สถานการณ์และเงื่อนไขนี้กดดันให้มนุษย์เราตอบสนองต่อปัญหาต่างๆ ด้วยความรีบเร่งในการหาทางออก หรือหนทางแก้ปัญหาในรูปแบบต่างๆ  ต้องยอมรับว่า พวกเราทุกคนล้วนแล้วแต่เคยผิดพลาดกับการรีบด่วนตัดสินใจแก้ปัญา กระโดดข้ามขั้นตอนไปหาทางแก้ไขปัญหาเลย ก่อนที่เราจะเข้าใจรากฐานและเหตุผลของการเกิดปัญหานั้นด้วยซ้ำ และวิธีแก้ปัญหาที่เกิดจากการไม่เข้าใจต้นตอของปัญหานั้นจะไม่สามารถทำให้เราแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง หรือถ้าแก้ไขได้ ก็สามารถนำมาใช้ได้เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น

อริญญา เถลิงศรี Managing Director บริษัท SEAC ศูนย์พัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารระดับสูง บอกว่า ในบางครั้ง จิตวิทยาในตัวเราทำให้เราพยายามสร้างหนทางแก้ปัญหาหรือทางออกเพื่อสร้างความสะดวกสบาย หรืออิงจากความต้องการของเรา แต่ในความจริง หลายๆ ครั้งเรายังไม่สามารถแม้แต่หาที่มาที่ไปของการเกิดปัญหานั้นได้ด้วยซ้ำ

ในทางเดียวกัน ในโลกยุคที่ทุกคนเชื่อว่านวัตกรรมใหม่ๆ คือคำตอบหรือทางออกสำหรับการอยู่รอดขององค์กร การที่เรานำนวัตกรรมเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาโดยที่เรายังเข้าใจในปัญหานั้นไม่ดีพอ มักนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่น่าผิดหวัง เพราะนวัตกรรมไม่ได้สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาได้เสมอไป แต่นวัตกรรมที่อาจตอบโจทย์หรือแก้ปัญหาได้ต้องมาจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงปัญหานั้นๆ

ปัญหาทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุมากจากการที่เราไม่ยอมรับว่าเราเองอาจเป็นต้นตอของปัญหา ว่าความคิดของเราเองนี่แหละเป็นตัวปิดกั้นไม่ให้เราได้มาซึ่งวิธีแก้ปัญหา หรือทางออกที่เราต้องการ ทั้งหมดนี้คือเรื่องของกรอบความคิดหรือที่เรียกว่า mindset นั่นเอง รายละเอียดของอาการที่กรอบความคิดของเราปฏิเสธหรือปิดกั้นไม่ให้เราเห็นว่าอะไรคือปัญหา สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับดังนี้

1. การที่เราไม่ได้คิดแม้แต่น้อยเลยว่าเราเองคือศูนย์กลางของปัญหา แต่ความจริงแล้วก็คือ ทุกคนอยากจะเป็นผู้แก้ปัญหา ไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของปัญหา แต่ในบางครั้งแล้วเมื่อมองกลับมาอาจพบว่าปัญหามันอาจจะเกิดขึ้นจากตัวเราเองก็ได้

2.เมื่อคุณเริ่มตระหนักรู้ว่าปัญหามันอาจมีต้นตอมาจากตัวคุณ แต่คุณแค่กำลังพยายามจะปฏิเสธหรือต่อรองกับมัน มันแน่นอนอยู่แล้วที่จะมีปัจจัยภายนอกหรือสิ่งรอบตัวมากมายมาให้คุณกล่าวโทษว่ามันคือต้นเหตุของปัญหา ถ้าคุณเลือกที่จะทำ เมื่อคุณอยู่ในระดับนี้คุณจะมองว่าวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายและเร็วที่สุดก็คือ การโยนความผิดไปให้ผู้อื่นหรือปัจจัยรอบตัวอื่นๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้

3.คุณตระหนักรู้และรู้ตัวเองแล้วว่ากรอบความคิดหรือ mindset ของคุณนั้นเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด แต่คุณปฏิเสธที่จะยอมรับมันเพราะคุณใจไม่กล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริงที่เกิดขึ้น คุณเชื่อว่า การรับผิดอาจทำให้คุณสูญเสียโอกาสบางอย่างและทำให้คุณดูไม่เป็นที่น่าเชื่อถือแก่บุคคลรอบๆ ตัว ดังนั้นมันไม่แปลกที่คุณจะเลือกปฏิเสธมัน

เป็นความจริงที่โหดร้าย เราจะเริ่มหาต้นเหตุของปัญหาได้อย่างไรในเมื่อบ่อยครั้งคนเรามักปฏิเสธที่จะมองตัวเองก่อนว่าเรานั้นคือต้นเหตุ ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรทำก็คือ “หยุดทำสามข้อที่กล่าวมาข้างต้น” มันชัดเจนอยู่แล้วว่าพฤติกรรม กากระทำทุกอย่างมันเริ่มต้นจาก mindset ของเรา สิ่งที่สองคือ ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง คุณต้องไม่พยายามหาทางออกเพียเพื่อแสดงความสามารถหรือศักยภาพของคุณ แต่การหาทางแก้ปัญหามันต้องออกมาจากความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงจริงๆ

จนกว่าเราจะพบความกล้าหาญในตัวเองที่พร้อมจะซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกและต่อสู้เพื่อแก้ไขปัญหา มันจะไม่มีวิธีแก้ปัญหา เราต้องเปิดใจยอมรับว่าไม่มีผู้ใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้จากวิธีแก้ปัญหาวิธีใหญ่วิธีเดียว แต่ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ทุกเวลา ไม่มีอะไรที่เร็วหรือช้าไปสำหรับการเปลี่ยนแปลง

นั่นแปลว่า หากคุณด่วนสรุปและคาดเดาปัญหาโดยไม่อาศัยความเข้าใจ จุดจบก็คือคุณจะได้วิธีแก้ปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้จริงๆ ทางที่ดีที่สุดในการเข้าถึงปัญหานั้นคือ ก่อนที่คุณจะมองลึกลงไปถึงปัญหานั้น ให้คุณลองมองย้อนกลับมาที่ตัวคุณเอง สำรวจความคิดและและจิตใจของคุณเป็นอันดับแรกนั้นเอง