May 14, 2019

‘เรียนเก่ง’ อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการทำงาน

ความฉลาด ความเก่ง ความรอบรู้ คือประตูเปิดทางให้ได้งานทำจริงหรือ?

“มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรทั่วไปมักจะให้ความสำคัญกับระดับการศึกษาเป็นอันดับต้นๆ ทำให้มนุษย์อย่างเราๆ ต่างพยายามที่จะเรียนให้จบในระดับชั้นที่สูงๆ ยิ่งจบนอกได้ ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ แต่ปัญหาที่ตามมาคือ หลายๆ คนเข้าใจความหมายของการศึกษาผิด แทนที่จะ “เรียนเพื่อเอาความรู้” แต่กลายเป็น “เรียนเพื่อเอาวุฒิ” ทำให้พวกเขาพยายามที่จะเรียนต่อเพื่อปริญญาบัตรเท่านั้น ผลคือ หลายครั้งเราพบการลอกข้อสอบกัน จดโพยเข้าไป บางคนเข้าไปสอบแทนเพื่อนเลย ซึ่งล้วนแล้วแต่การศึกษาหรือการได้มาซึ่งวุฒิบัตรแบบไม่มีคุณภาพ”

และอีกหนึ่งปัญหาที่เราเจอโดยปกติคือ เพราะการเรียน (Study) หรือการศึกษา (Educate) กับการเรียนรู้ (Learn) มีความหมายใกล้เคียงกันจนหลายคนเข้าใจผิด แต่ความเป็นจริงแล้ว คำเหล่านี้มีความแตกต่างที่สำคัญคือ การเรียนทำให้เราจำได้แค่เพียงเนื้อหา แต่การเรียนรู้คือการทำความเข้าใจ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้จริง เมื่อคนเกิดความเข้าใจผิดในความหมายของคำเหล่านี้ ทำให้หลายๆ ครั้งคนเราคิดว่าการเรียนนั้นจบลงวันที่จบจากโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย แต่ในความเป็นจริงนั้นมันไม่ใช่ ยิ่งปัจจุบันโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้เกิดความรู้ข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ แทบทุกวินาที ฉะนั้นการมีความรู้เดิมๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เราต้องเปลี่ยนทัศนคติต่อการเรียน เป็น “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” นำความรู้ที่ได้เรียนรู้มา สร้างความเชื่อมโยงประกอบกันเหมือนภาพจิ๊กซอว์ จนสร้างสรรค์ผลลัพธ์ออกมาใหม่ เป็นไอเดียที่สมบูรณ์

แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่อยากประสบความสำเร็จทั้งในชีวิตและหน้าที่การงาน ความเชื่อที่เราถูกปลูกฝังว่าให้ตั้งใจเรียน จบมาจะได้หางานดีๆ ทำอาจไม่เพียงพอแล้วในปัจจุบัน คนดังที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คนไม่ได้เรียนสูง หรือไม่ได้เรียนจนจบ แต่เป็นเพราะพวกเขาทำมากกว่าคนทั่วไป และที่สำคัญคือพวกเขาเปิดใจกับการเรียนรู้การพัฒนาตนเองอยู่ตลอดชีวิต

Elon Musk ใช้เวลาอ่านหนังสือวันละประมาณ 4 ชั่วโมง และความรู้ที่นำมาสร้างจรวดและอุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลายก็มาจากหนังสือนี่เอง หรือนักลงทุนสายเน้นคุณค่า (VI) อย่าง Warren Buffett อ่านหนังสือ 600 หน้าเป็นประจำทุกวันในช่วงเริ่มต้นอาชีพของเขา

หรือจะเป็นในกรณีของ Steven Spielberg ที่คอยติดตามและสังเกตเทคนิคการถ่ายทำหนังทุกเรื่องที่กำลังถ่ายอยู่ในสตูดิโออยู่เสมอ หรือแม้แต่ในช่วงที่เขาเป็นวัยรุ่นเขาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการตัดต่อม้วนฟิล์มของหนังที่เขาถ่ายทำขึ้นเอง  แม้ว่าตลอดชีวิตของเขาจะถูกปฏิเสธมานับครั้งไม่ถ้วน  แต่ในทุกครั้ง เขาก็จะพยายามใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะเขาเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ และไม่ยอมให้ใครมาตัดสินว่าเขาทำไม่ได้  ซึ่งการมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องของเขาก็เห็นผล และกลายเป็นผู้กำกับที่มีอายุน้อยที่สุดที่เคยได้รับสัญญาระยะยาว ด้วยอายุเพียง 20 ต้น ๆ เท่านั้น

แล้วทำไม คนเราต้องอยากได้ ผลสอบดีๆ ปริญญาสูงๆ

ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะ อยากเข้าทำงานในบริษัทดีๆ มีชื่อเสียง เพื่อให้ได้เงินเดือนดีๆ ด้วยเพราะหลายบริษัทกำหนดวุฒิ หลายบริษัทกำหนดเกรดขั้นต่ำ สรุปง่ายๆ ก็คือเอาระดับการศึกษามากำหนดความสามารถของคน

แต่แนวโน้มนี้กำลังเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น Google เป็นบริษัทหนึ่งที่มองเห็นความต่าง โดยเฉพาะในเรื่องของการรับคนเข้าทำงาน โดยสิ่งที่พวกเขามองหา ก็คือ “ความสามารถในการเรียนรู้” “ทักษะความเป็นผู้นำ” “ความรักในสิ่งที่ทำ” และ “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” มากกว่าที่จะเอาเกณฑ์ระดับการศึกษามาเป็นตัวตั้งต้น

ด้วยเพราะ Google เชื่อว่าคนที่มีบุคลิกตรงกับ 4 อย่างนี้ คือคนที่มี “ทัศนคติที่ดี” พร้อมจะพัฒนาศัยภาพของตัวเอง พร้อมเผชิญหน้า เป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี ยอมรับความผิดพลาดแต่ไม่กลัวที่จะล้มเหลว และกลุ่มคนเหล่านี้นี่แหละที่พา Google ให้ประสบความสำเร็จได้จนถึงทุกวันนี้

 

จริงอยู่ที่ว่าเรื่องผลการศึกษาหรือระดับเชาวน์ปัญญา (IQ) เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ใครหลายๆ คนได้งานทำ แต่เชื่อหรือไม่ว่าความฉลาดด้านอารมณ์ต่างหากที่ทำให้คนได้รับการเลื่อนตำแหน่งหรือก้าวหน้าในการทำงาน สาเหตุก็เป็นเพราะคนที่มี EQ จะมีความสามารถในการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ที่ตนเองมีและสามารถใช้มันให้เป็นประโยชน์ในการจัดการพฤติกรรมและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงการบริหารจัดการอารมณ์ของผู้อื่นซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำงาน นอกจากนั้น มีการศึกษาวิจัยจากหลายสำนักที่พบว่าคนที่มี IQ สูงมักล้มเหลวในการเป็นผู้บริหารสูงสุดเพราะเขาขาดความเข้าใจมนุษย์ ขาดการปฏิสัมพันธ์และอารมณ์ที่ดี

ดังนั้นเพราะเหตุใด EQ จึงเป็นสาเหตุให้คนทำงานได้ดีกว่าคนที่มีเพียงแค่ IQ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า EQ หรือความฉลาดด้านอารมณ์เป็นคำที่ถูกคิดค้นขึ้นมานานแล้ว แต่ได้รับความสนใจอย่างมากในตั้งแต่ช่วงปีคริศตศักราช 1995 เป็นต้นมา ในความหมาย EQ คือความสามารถในการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ที่ตนเองมีและสามารถใช้มันให้เป็นประโยชน์ในการจัดการพฤติกรรมและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงการบริหารจัดการอารมณ์ของผู้อื่น

ในรายละเอียด คนที่มี EQ นั้นจะประกอบไปด้วยคุณสมบัติเหล่านี้

Self-awareness: คนกลุ่มนี้มีความเข้าใจในอารมณ์ของตนเอง มีความเข้าใจในจุดอ่อน จุดแข็ง พร้อมกับที่รู้ว่าเขาจะสามารถรับมือกับการกระทำของเขาเองได้อย่างดีอีกด้วย

Self-regulation: ความสามารถในการควบคุมตนเองหรือการจัดการตนเองได้ คนมี EQ จะมีความสามารถในการใช้ความตระหนักรู้ในอารมณ์ของตัวเองให้เกิดความยืดหยุ่นทางอารมณ์ช่วยรักษาอารมณ์ให้อยู่ในระดับที่ต้องการได้

Motivation: คนที่มี EQ จะสามารถสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง แม้จะพบกับเรื่องที่ผิดหวังแต่คนกลุ่มนี้ก็จะสามารถคิดบวกและเริ่มทำงานต่อไปได้

Empathy: คนที่มี EQ จะมีความเข้าอกเข้าใจในอารมณ์ของผู้อื่นรอบตัว ช่วยให้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างได้ง่าย

Social skills: ทักษะทางสังคมเป็นอีกสิ่งที่คนที่มีความฉลาดด้านอารมณ์มี เพราะเขาเหล่านี้สามารถสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์และความไว้วางใจกับคนรอบตัวได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงรู้ที่จะหลีกเลี่ยงการต่อกรกับคนที่มีอำนาจในทางที่ไม่ควรได้

แล้วอะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้คนเก่งไม่สามารถไปได้ไกลในสายงาน?

ปัญหาที่พบบ่อยๆ ได้แก่การชอบทำทุกอย่างคนเดียว ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล มีความเป็น perfectionist ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบทั้งกับตัวเองและผู้คนรอบข้าง จึงต้องต้องลงมือทำทุกอย่างเพียงลำพัง  คนเก่งประเภทนี้หากต้องเจองานใหญ่ที่ต้องใช้ทีมงานจำนวนมากในการทำงานไปไม่รอด เพราะไม่ถนัดทีมเวิร์ค นอกจากนั้นพอไม่ได้ดั่งใจ ก็มักจะหงุดหงิดอารมณ์เสียอยู่บ่อยๆ ใครก็เข้าหน้าไม่ติด ทำให้ทั้งตัวเองและคนรอบข้างไม่มีความสุขโดยไม่รู้ตัว

หรืออีกกรณีที่พบบ่อยคือคนที่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว พอคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว ก็พอแล้ว ไม่ต้องรับรู้อะไรอีก หยุดพัฒนาตัวเองไปโดยปริยายจนลืมไปว่าโลกทุกวันนี้มีอะไรเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นั่นแปลว่า คนเก่งที่ติดกับดักความสำเร็จในอดีตของตัวเองก็จะไม่ยอมขวนขวายต่อยอดความรู้ใหม่ๆ สุดท้ายก็โดนเด็กรุ่นใหม่หรือคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอแซงหน้าไปไกล ทิ้งกันแบบไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว

นอกจากนั้นคนที่เรียนเก่งหลายๆ คน คนที่มี IQ สูงๆ ในหลายๆ ครั้งนั้นมักจะกลัวความล้มเหลวมากกว่า เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาตั้งแต่เด็กยันโตยึดติดแต่กับการเรียนแล้วให้ได้เกรดที่ ดังนั้นคนที่เรียนเก่งก็จะได้รับคำชมมาโดยตลอด พอจะให้มาทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงก็จะมีความกลัวที่จะผิดพลาดมากกว่า เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ

อีกประการหนึ่งคือ คนที่เรียนเก่งๆ เวลาจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งจะคิดเยอะ วิเคราะห์เยอะ จนบางทีคิดมากจนไม่ได้ทำ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ไม่ถูกต้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่ต้องการความว่องไวในการ “การลงมือทำ” เพื่อให้เห็นผล ถ้าผิดก็เรียนรู้แล้วแก้ แต่ถ้าถูกก็ได้เปรียบในเรื่องความรวดเร็ว หรือแปลว่าใครทำมากกว่าก็มีโอกาสมากกว่าเท่านั้นเอง การคิดเยอะจนไม่ได้ทำถือว่าเป็นกับดักที่ใหญ่มากสำหรับคนที่เรียนเก่ง

ข่าวดีคือในขณะที่ IQ นั้นคือสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดและจะมีเท่าเดิมตลอดไป คือหากเกิดมาพร้อม IQ 120 ตอนแก่ไปก็ยังจะมี IQ เท่าเดิมนี้ แต่เรื่อง EQ ของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่พัฒนากันได้ ดังนั้นในสภาวการณ์ที่เรื่องความเครียดกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตการทำงาน หากคุณไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้ มันย่อมส่งผลเสียต่อการทำงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดิฉันจึงอยากฝากไว้ว่าวันนี้ยังไม่สายเกินไปที่คุณจะเร่งพัฒนา EQ ของตนเองเพื่อช่วยจัดการอารมณ์และก้าวผ่านอุปสรรคนานานัปการไปได้อย่างมีสติ เพราะคนเราจะเก่งแต่งาน แต่ไม่เก่งคนก็ไร้ค่า เช่นเดียวกับการมี IQ อย่างเดียวที่จะไร้ค่าหากไม่มี EQ คอยกำกับ และการเป็นคนเรียนเก่ง หรือ book smart อย่างเดียวอาจไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้ายเสมอไปในการทำงานของโลกยุคที่ต้องการความรวดเร็ว คล่องตัว ปรับเปลี่ยนได้ไวและ street smart…