Agile Organization คุณพร้อมติดสปีดสำหรับการเปลี่ยนแปลงองค์กรหรือยัง

โลกที่เราอยู่กันทุกวันนี้ เป็นโลกใบเก่าที่เราเคยอยู่กันมาหรือเปล่า? เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และมีแต่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นในทุกขณะ อะไรๆ ที่เคยทำกันมาในอดีตแล้วได้ผลกลับไม่ได้ให้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการอีกแล้ว คนหรือธุรกิจที่จะอยู่รอดได้วันนี้ไม่ได้แข่งกันที่เรื่องความสามารถเท่านั้น แต่เป็นเรื่องความเร็ว (Speed)”

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ดิฉันมักยกให้คำว่า “นวัตกรรม” เป็นคำพูดติดปากสำหรับทุกๆ อุตสาหกรรมหรือธุรกิจ ในโลกยุคปัจจุบันที่มีธุรกิจใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ด้วยผลกระทบจาก Digital Disruption ที่ถาโถมเข้ามา แม้องค์กรเก่าแก่ก็ไม่สามารถวางใจว่าตัวเองจะอยู่ยงคงกระพันได้โดยไม่ถูก disrupt ไปเสียก่อนหากไม่มีการปรับตัว คู่แข่งของเราไม่ใช่คนกลุ่มเดิมๆ หรือคนในอุตสาหกรรมเดียวกันอีกต่อไปแล้ว แต่อาจเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจใหม่ๆ ที่มีอายุแค่ไม่กี่ปี จึงปฎิเสธไม่ได้ว่าคำที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในช่วงเวลานี้ทั้ง ‘Corporate Innovation’ ‘Business Transformation’ หรือ ‘Agile Organization’ เป็นคำที่เราไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป

โลกของธุรกิจในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก เพียงแค่ชั่วข้ามคืนธุรกิจชั้นนำอาจจะถูกคู่แข่งหน้าใหม่ก้าวขึ้นมาแทนที่ได้โดยที่ไม่ได้ทันตั้งตัว”

ภาพที่เราเห็นก็คือ ทุกวันนี้ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นคือเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยีที่พัฒนากันแบบวันต่อวัน รวมถึงการเดินทางเข้าสู่โลกยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีการส่งผ่านของข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างอิสระ ไร้พรมแดนและเป็นไปด้วยความรวดเร็วชนิดที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ก็เป็นอีกหนึ่งเชื้อเพลิงที่เพิ่มอัตราหรือพลวัตของการเปลี่ยนแปลง

จึงอาจกล่าวได้ว่า ภาพของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน เรื่องนวัตกรรมได้กลายมาเป็นปัจจัยชี้ชะตาอนาคตขององค์กรว่าจะอยู่หรือจะไปเนื่องมาจากสภาพการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ความต้องการของลูกค้าในตลาดที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้งประกอบกับการที่สินค้าและการบริการทุกอย่างมีวงจรชีวิตของมันและในวันหนึ่งมันก็จะหมดอายุลง ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือเมื่อโลกเปลี่ยนเร็วแบบนี้ ทักษะหรือความสามารถของเราก็มีวงจรชีวิตที่สั้นลงเช่นกัน และวิธีเดียวที่จะอยู่รอดได้คือการติดสปีด ปรับตัวให้เร็วนั่นเอง

หากมองกันในภาพรวม Scott D. Anthony (https://hbr.org/2016/02/what-do-you-really-mean-by-business-transformation) กล่าวว่ารูปแบบของการเปลี่ยนแปลงองค์กรในปัจจุบันเพื่อตอบรับกับกระแส Digital Disruption นี้อาจพอจำแนกได้เป็น 3 รูปแบบ ดังนี้

การเปลี่ยนแปลงด้านการทำงาน หรือคือการเปลี่ยนแปลงองค์กรโดยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้แก้ปัญหาด้านการทำงานเพื่อให้ธุรกิจที่ทำอยู่ปัจจุบันสามารถดำเนินการได้สะดวก รวดเร็ว ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ในต้นทุนที่ถูกกว่า คือการปรับตรงนั้น เปลี่ยนตรงนี้นิดๆ หน่อยๆ ซึ่งเชื่อว่าบริษัทส่วนใหญ่ที่พยายามจะก้าวเข้าสู่ดิจิทัลก็มักจะนำการเปลี่ยนแปลงด้านนี้มาใช้เป็นแบบแรก แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าการที่องค์กรพยายามนำเรื่องดิจิทัลเข้ามาช่วยแต่เรื่องการทำงานแต่หากโครงสร้างหลักขององค์กรยังไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไป มันก็จะไม่เพียงพอที่จะยืนหยัดบนโลกปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ทำอยู่เดิมๆ ไปสู่วิธีการใหม่อย่างสิ้นเชิง เช่น Netflix ที่เปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการส่งแผ่น DVD ผ่านไปรษณีย์เมื่อ 5 ปีก่อน มาเป็นเว็บไซต์ streaming VDO ออนไลน์ อีกทั้งยังเปลี่ยนจากการนำเสนอเนื้อหาของคนอื่น มาสู่การลงทุนผลิตเนื้อหาของตนเอง โดยอาศัยการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดของฐานลูกค้าที่มีอยู่

การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ คือการพลิกโฉม พลิกบทบาท พลิกรูปแบบของธุรกิจไปสู่ธุรกิจใหม่ เช่น Google ที่จากเดิมทำธุรกิจเรื่อง data เรื่อง search engine ก็กลับกลายมาเริ่มธุรกิจรถยนต์ไร้คนขับ เช่นนี้เป็นต้น นอกจากนั้นอาจเห็นตัวอย่างได้ชัดจาก Amazon ซึ่งเป็นองค์กรที่เปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ได้อย่างล้ำลึกมากจนตอนนี้ใครที่ไม่ได้ติดตามอาจตามไม่ทันแล้วว่าตกลง Amazon ทำธุรกิจอะไรกันแน่เพราะมันมีมากมายไปหมดตั้งแต่ขายของ ไปจนถึง Cloud Computing

เมื่อการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงต้องมาค้นหาคำตอบว่าต้องทำอย่างไรให้เราเดินไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างตลอดเวลานี้ได้อย่างมั่นคง และทำอย่างไรถึงจะปรับให้การเปลี่ยนแปลงนี้กลายมาเป็นโอกาสทางธุรกิจมากกว่าเป็นอุปสรรค

จากผลวิจัยที่ SEAC เคยทำมาก่อนหน้านี้พบว่าช่องว่างของขีดความสามารถที่ชัดเจนที่สุดของผู้นำไทยคือเรื่องความสามารถในการนำองค์กรในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและคลุมเครือ

คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับผู้นำไทยในปัจจุบัน?

ข้อสังเกตที่ชัดเจนจากหลายกลุ่มตัวอย่างที่มีความรู้สึกตรงกันว่าผู้นำองค์กรในปัจจุบันยังขาดความพร้อมในการประเมินสถานการณ์ ความเสี่ยงและวิเคราะห์ถึงผลที่จะตามมา จึงไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หรือ ขาดความพร้อมในการรับมือความเปลี่ยนแปลง

แล้วอะไรทำให้คนไทยไม่แข็งแรงในการอยู่กับความคลุมเครือและความไม่แน่นอน อะไรทำให้เราปรับตัวได้ช้า?

ความเห็นจากการวิจัยในครั้งนั้นพบว่า เราอยู่อย่างคาดการณ์ได้มานาน  อาทิพื้นฐานวิถีความเป็นอยู่อย่างไทย อาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ หรือที่มักกล่าวกันว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” รวมถึงภูมิอากาศที่อบอุ่นตลอดปี การใช้ชีวิตจึงคาดการณ์ได้ ไม่มีความจำเป็นในการวางแผนสำหรับสภาพอากาศแบบสุดขั้วทำให้เราขาดความตื่นตัวในการเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ความเป็นไทยแบบสบายๆ ไม่เคยผ่านวิกฤตการณ์แบบชี้เป็นชี้ตาย หรือสู้รบในสงครามอย่างรุนแรงทำให้เราไม่ได้เตรียมตัวกับภาวะคับขัน อีกมุมหนึ่งความเชื่อทางศาสนาและวิถีชีวิตก็มีส่วนเป็นอย่างมากที่ทำให้เราขาดความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน เพราะด้วยความเชื่อที่ว่าเมื่อมีทุกข์ เดี๋ยวก็มีสุข ไม่มีอะไรจีรัง เรื่องเลวร้ายผ่านมาแล้วในที่สุดก็จะผ่านไป

ทางออกในการพัฒนาศักยภาพผู้นำให้มีความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ คือนอกจากจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่เหนือกว่าในการบริหารงานบนความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลง ผู้นำไทยยังต้องมีความแข็งแกร่งพอที่จะรีบลุกขึ้นยืนจากความล้มเหลว และนำพาองค์กรก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และเป็นไปอย่างรวดเร็ว

จากผลสำรวจของ Mckinsey ที่ได้ทำการสอบถามองค์กรต่างๆ จากหลายๆ กลุ่มธุรกิจ เมื่อปลายปีที่แล้ว (https://www.mckinsey.com/business-functions/organization/our-insights/how-to-create-an-agile-organization) มีสิ่งที่น่าสังเกตและเป็นสิ่งที่ได้รับการกล่าวอ้างจากหลากหลายองค์กรถึงสาเหตุของการปรับให้องค์กรคล่องตัวหรือ Agile Organization ว่าเป็นเพราะ rapid changes in competition คือมองว่าโลกในยุคปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ทั้งในด้านความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่จำกัด และเทคโนโลยีที่หลากหลายและมีความก้าวหน้า ซึ่งแปลว่าองค์กรจะตอบสนองความต้องการแบบเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว หรือแปลว่าการทำงานในรูปแบบเดิมนั้นจะไม่ตอบโจทย์โลกที่หมุนเร็วแบบนี้อีกต่อไปแล้ว

หรืออาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่ผู้บริหารกำลังกังวลในตลาดการแข่งขันปัจจุบัน คือการที่องค์กรหรือธุรกิจไม่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองได้ทันตามตลาด หรือตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังที่เราอาจจะเห็นตัวอย่างองค์กรที่เคยประสบความสำเร็จมากมายที่ต้องล้มละลายหรือขาดทุนเพราะไม่สามารถปรับตัวเองได้ทัน เช่น Kodak และ Nokia เป็นต้น

นอกจากนั้น จากการสำรวจยังพบว่าองค์กรส่วนใหญ่เริ่มนำเรื่อง Agile ไปใช้กับเรื่อง customer: innovation หรือการสร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้า สอง customer experience การสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า สาม sales and servicing งานขายและให้บริการลูกค้า สุดท้าย product management หรือคือการบริหารจัดการสินค้าและบริการ

ถ้าสังเกต จะพบว่าทั้ง 4 สาขาที่องค์กรเริ่มนำเรื่องของ Agile ไปใช้นั้นล้วนแล้วแต่เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าทั้งสิ้น โดยเราอาจประเมินได้ว่าเป็นเพราะปัจจุบันลูกค้ามีความต้องการที่ไม่จำกัด ลูกค้ามีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และแน่นอนว่าลูกค้าคือพระเจ้าหรือคนที่ทำให้บริษัทและองค์กรอยู่ได้

มาถึงตรงนี้ น่าจะพอเริ่มเห็นภาพแล้วเข้าใจกันแล้วว่าเรา Agile ไปทำไม แต่ยังมีอีกหนึ่งคำถามที่ตามมาสำหรับหลายๆ องค์กร นั่นคือ แล้วทำไมมันไม่ Agile ซักที

“Agile ไปทำไม … ทำไมมันไม่ Agile”

Agile ตามความหมายคือความคล่องตัว ความยืดหยุ่น ซึ่งรวมไปถึงความรวดเร็วในการปรับเปลี่ยน ซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นแนวความคิดที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับวิธีการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการบริหารองค์กร การบริหารทีมงาน และการบริหารโครงการ

ความคล่องตัวขององค์กรในที่นี้นั้นหมายถึงความสามารถในการรับมือและใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของตลาด เช่นการที่คุณสามารถจัดการความเสี่ยงได้ดีกว่าคู่แข่งนั้นจะทำให้คุณได้เปรียบพวกเขามาก ปัจจัยสำคัญต่อความคล่องตัวขององค์กรคือความสามารถในการปรับตัวอย่างไม่หยุดยั้งในทุกๆ ระดับขององค์กร

เมื่อ Agile กลายมาเป็นเรื่องจำเป็น ทุกองค์กรต่างต้องการสร้างเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น ในทางปฏิบัติ คุณสมบัติหลายประการที่จะช่วยให้ผู้นำสามารถพัฒนาจนมีศักยภาพในการดำเนินงานบนความเสี่ยงและความไม่แน่นอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น

  • เป็นผู้รับฟังที่ดี ไม่อวดรู้และน้อมรับฟังสิ่งใหม่
  • การตัดสินใจที่รวดเร็ว
  • ติดต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคนหลากหลายความรู้และประสบการณ์
  • มองและก้าวออกไปนอกเขตความคุ้นเคยเดิมๆ
  • ใช้จินตนาการมองภาพถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น
  • สร้างตัวเลือกในการหาทางออกแทนที่จะยึดติดกับคำตอบเดียวในการแก้ปัญหา
  • ไม่กลัวที่จะเสี่ยงในบางสถานการณ์
  • ฟังเสียงของสัญชาตญาน
  • ตระหนักถึงความเร่งด่วนของปัญหา
  • เรียนรู้จากข้อผิดพลาด และ หาแนวทางอย่างรวดเร็ว

แต่เหนือสิ่งอื่นใด Agile จะไม่เกิดหากองค์กรไร้ซึ่งการสร้างวัฒนธรรมและบรรยากาศการทำงานให้ทีมงานสามารถตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงและสามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ ได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม เปิดใจรับการเปลี่ยนแปลงและเปิดใจรับข้อผิดพลาดที่อาจเกิดจากการตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเพื่อนำมันมาเป็นบทเรียนให้เราได้ agile ได้ดีขึ้นกับสถานการณ์ต่างๆ ในอนาคต…