August 22, 2019

ทำความเข้าใจตนเอง จุดเริ่มต้นของคนอยากประสบความสำเร็จ

เมื่อเดินทางมาถึงช่วงครึ่งปีหลัง หลายๆ คนเริ่มหันกลับไปมองเป้าหมายที่เราตั้งไว้เมื่อตอนต้นปี เพราะโดยปกติ สิ่งที่มาพร้อมกับการเริ่มต้นปีใหม่เสมอก็คือการตั้งเป้าหมายที่คิดว่าอยากจะทำหรือเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในปีนี้ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนก็มีเป้าหมายที่แตกต่างกันไป

อริญญา เถลิงศรี Chief Capability Officer & Managing Director – SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่าช่วงเวลาต้นปีเป็นช่วงที่ใครหลายๆ คนเลือกกำหนดทิศทางในเรื่องที่ต้องการจะไป หรือเป้าหมายในสิ่งที่ต้องการจะทำสำหรับปีนั้นๆ ในต่างประเทศเองมีธรรมเนียมที่เรียกว่าการตั้ง New Year Resolution หรือคือคำปณิธานปีใหม่ เป็นการให้สัญญากับตัวเองว่าเราจะทำอะไรเพื่อพัฒนาตัวเองหรือก่อประโยชน์ให้คนรอบข้างและสังคม

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ เราจะพบว่าหลายคนมักจะล้มเลิกความพยายามเหล่านั้นเพียงแค่ปีใหม่ผ่านมาไม่เกินครึ่งเดือนด้วยเหตุผลหรือข้ออ้างนานัปการ ส่วนหนึ่งเราต้องยอมรับว่าการจะเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อทำอะไรใหม่ๆ สักอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนเราคุ้นชินกับการอยู่ใน comfort zone แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินจะทำเพียงแต่ต้องอาศัยเวลา และความพยายามมากกว่าเดิม บวกกับเรื่องทัศนคติ และการวางแผนที่ดีที่จะพาให้คุณก้าวกระโดดไปในอีกขั้นหนึ่งของชีวิตตามที่คาดหวัง

หลายๆ ครั้งที่เราล้มเลิกความตั้งใจอะไรบางอย่าง หรือการที่เราลงมือทำเรื่องอะไรไปแล้ว แต่พบว่าไม่เป็นไปอย่างที่คิดไว้ เราจึงอยากถอดใจ ไม่ต้องการหันกลับไปทำอีก วิธีการคิดเช่นนั้น ไม่ช่วยสร้างสรรค์ให้อะไรดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม เราควรใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้จากเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเรา รอบตัวเรา กับสังคมของเรา นำมาเป็นบทเรียน เพิ่มโอกาสในอนาคตไม่ให้ตัวเองพลาดซ้ำ แถมยังเพิ่มโอกาสความสำเร็จ

Jack Ma เคยกล่าวว่า “การยอมแพ้เป็นความล้มเหลวที่เลวร้ายที่สุด ถ้าคุณไม่ยอมแพ้ แต่ทำให้ดีที่สุด แม้สุดท้ายแล้วจะไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย แต่คุณก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง โดยปัจจัยสำคัญของการประสบความสำเร็จคือการเรียนรู้จากความผิดพลาด”

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานี้ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้เราได้มีเวลามานั่งประเมินถึงสิ่งที่เราได้ทำลงไปในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อจะได้วางแผน หรืออาจจะเปลี่ยนทิศทาง เปลี่ยนเป้าหมายได้ทัน

จิม โรห์น (Jim Rohn) ผู้ประกอบการชาวอเมริกันและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเอง มักจะพูดเสมอว่าปัจจัยหลักของการตั้งเป้าหมายคือ การหาตัวกระตุ้นให้คุณลงมือทำ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเป้าหมายจึงมีพลัง เพราะมันคือสิ่งหนึ่งที่ถักทอเป็นชีวิตของเรา

การตั้งเป้าหมายนำมาสู่การโฟกัส ทำให้ความฝันของเราเป็นรูปเป็นร่าง และยังช่วยเพิ่มพลังให้เรา ทำในสิ่งจำเป็นเพื่อความสำเร็จอย่างที่หวังเอาไว้ การมีเป้าหมายเป็นสิ่งน่าตื่นเต้น เพราะมันมอบจุดมุ่งหมายให้ชีวิต ทำให้เรามีโฟกัส และยังทำให้เราได้เติบโตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งถ้าหากอยากบรรลุสิ่งที่ตั้งใจไว้ เราก็ต้องปรับปรุงและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

โดยเขาได้กล่าวไว้ว่าเป้าหมายที่แข็งแกร่ง จะต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัย ดังต่อไปนี้ ต้องเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คุณ ต้องเป็นสิ่งที่ทำให้คุณเชื่อมั่นและต้องกระตุ้นให้คุณลงมือทำ

ทั้งนี้ก่อนจะตั้งเป้าหมาย สิ่งที่จำเป็นคือการทำความเข้าใจ และรู้จักตนเอง เข้าใจสิ่งที่ตนเป็นอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่อยากเป็น เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าทุกคนมีความฝันถึงสิ่งที่อยากเป็น แต่คุณต้องเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นมันอาจไม่ใช่ที่สิ่งที่เหมาะกับคุณก็ได้ เมื่อคุณรู้จักตัวเองที่เป็นตัวตนของคุณจริงๆ คุณจะเห็นว่าตัวคุณอยู่จุดไหน แล้วสิ่งที่เหมาะกับตัวคุณจริงๆ นั้นอยู่ตรงไหนเมื่อคุณรู้ว่าตนเองเป็นใคร คุณจะรู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรเพื่อสิ่งที่คุณต้องการโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาบอก นอกจากนี้คุณจะไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องที่ทำให้คุณเสียเวลา จริงอยู่ที่ชีวิตคนเรานั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคและข้อผิดพลาด แต่ข้อดีคือมันช่วยให้คุณรู้จักตัวเองมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้คุณเป็นคนที่มั่นใจมากขึ้น รวมถึงเข้าใจเป้าหมายในชีวิตตนเองมากขึ้นตามไปด้วย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงเลยก็ว่าได้

อริสโตเติล เคยกล่าวไว้ว่า “การรู้จักตนเองเป็นจุดเริ่มต้นแห่งปัญญา” ในเรื่องวิธีการทำความเข้าใจตนเองนั้นมีหลายรูปแบบ มีตัวช่วยมากมายที่ช่วยให้คุณค้นพบตัวเองได้ง่ายขึ้น แต่การได้ลองทำแบบทดสอบบุคลิคภาพรวมไปถึงแบบทดสอบเจาะจุดแข็ง ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี ซึ่งแม้มันจะไม่ใช่แบบทดสอบที่ดีที่สุด แต่มันช่วยให้คุณเห็นว่าอะไรคือจุดเด่นในตัวคุณและช่วยให้คุณได้มีเวลาพัฒนาสิ่งเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่

สำหรับคนที่ไม่เคยใช้เวลาในการประเมินตนเอง พวกเขาเหล่านั้นจะใช้ชีวิตไหลไปตามแรงผลักดันของวัฒนธรรม สภาวะแวดล้อม แรงกดดันทางสังคม และจุดด้อยของตัวเอง ในทางกลับกัน คนที่ใช้เวลาในการประเมินตนเอง จะคิดว่าตนนั้นเป็นดั่งต้นไม้ท่ามกลางพายุ พวกเขาจะต้องมีฐานที่มั่นคง รู้ว่าตนเองจะไปทางไหน รู้ถึงวิธีที่จะพาพวกเขาไป และสามารถทำสิ่งที่หวังสำเร็จได้แม้มีอุปสรรคใดๆ มาขวางกั้นก็ตาม