August 22, 2019

พัฒนาตัวเองอย่างไรให้ไปถึงอิคิไก

รายงานจากองค์การอนามัยโลกระบุว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประชากรมีอายุยืนมากที่สุดในโลก และยิ่งเจาะจงไปเฉพาะเมืองโอกินาวาที่เป็นใจกลางของเมืองที่ประชากรอายุยืนมากที่สุด สิ่งที่โดดเด่นคือเหตุผลสำคัญไม่ใช่แค่การเข้าถึงวัตถุดิบอาหารที่ดีจำนวนมาก เพราะแม้ว่าคนในเมืองนี้บริโภคผลิตภัณฑ์จากเต้าหู้และถั่วเหลืองมากที่สุดในโลก มีผักและผลไม้หลากหลายที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ยังรวมถึงการมีกิจกรรมกลางแจ้ง ชาเขียวคุณภาพดี อากาศกึ่งเขตร้อนที่ให้อุณหภูมิพอเหมาะการได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติ

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดอริญญา เถลิงศรี Managing Director – SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียนบอกว่าคือสิ่งที่ Dan Buettner นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่ในโลกที่ผู้อยู่อาศัยอายุยืนมากที่สุดที่ยืนยันว่า‘อิคิไก’ (ikigai–生き甲斐) คือความลับเบื้องหลังอายุยืนร้อยปีของคนญี่ปุ่น เขาพบคำตอบนี้จากการพูดคุยกับผู้สูงวัย ไม่ว่าจะเป็นชาวประมงอายุ 100 ปีที่ค้นพบอิคิไกจากการออกไปตกปลากับครอบครัวสัปดาห์ละ 3 ครั้ง หรือหญิงชราวัย 102 ปี ที่รู้สึกถึงอิคิไกในระหว่างที่อุ้มลูกของเหลน

สำหรับคนญี่ปุ่น อิคิไกเป็นเพียงคำธรรมดาที่ผู้คนใช้กันทั่วไปในชีวิต ไม่ใช่สิ่งพิเศษที่จะต้องค้นหา เพราะเป็นแนวคิดที่ฝังลึกในวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต แต่สำหรับคนนอก ภูมิปัญญาเก่าแก่ของญี่ปุ่นอย่างอิคิไกกำลังเป็นที่สนใจและได้รับการพูดถึง

อิคิไกหรือหลักปรัชญาการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่น เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและมีความสุข มีความพอใจอย่างเรียบง่ายกับสิ่งที่ทำ โดยมี “เหตุผลในการมีชีวิตอยู่” ซึ่งมันคือเหตุผลที่ทำให้เราตื่นมาในทุกๆ เช้า ไม่ว่าจะเป็นอากาศดีๆ กาแฟร้อนๆ แสงอาทิตย์ ครอบครัว อาชีพการงาน ง่ายๆ คือ อิคิไก เป็นอะไรก็ได้ เพราะอิคิไกคือคุณค่าของสิ่งต่างๆ ที่เราสามารถรับรู้ได้ในชีวิต

ตามหลักปรัชญาอิคิไก ต้องมีองค์ประกอบครบดังนี้ สิ่งที่รัก สิ่งที่ใส่ใจ  + สิ่งที่โลกต้องการ +สิ่งที่สร้างรายได้

ถ้าเรามองอิคิไก เป็นโจทย์หรือเป้าหมายในการทำงาน ก็อาจตีความได้ว่ามันคือการได้ทำงานที่เรารักและถนัด โดยได้ใช้ความรู้ความสามารถในสิ่งที่เป็นที่ต้องการในธุรกิจ และให้การทำงานในทุกวันมีความหมายในระยะยาว ซึ่งเราสามารถพัฒนาตนเองในด้านในบ้างเพื่อให้ไปถึงจุดนี้

ก่อนอื่น จะรู้ว่าเรารักที่จะทำอะไรต้องเริ่มต้นจากตัวเอง ผู้ที่มี Self-leadershi p จะได้เปรียบในข้อนี้ เมื่อชีวิตอยู่ในมือเรา เราย่อมสามารถออกแบบอนาคตได้ ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองในการทำสิ่งต่างๆ และลองลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่การค้นพบสิ่งที่ชอบได้เร็วยิ่งขึ้น และยังมีแรงผลักดันที่จะทำในสิ่งนั้นด้วยความตั้งใจเต็มที่

เมื่อพบสิ่งที่เราถนัดและใส่ใจที่จะทำแล้ว สิ่งต่อมาที่จะต้องเจอไม่ว่าทำอาชีพอะไร ก็คืออุปสรรคที่จะเข้ามาทำให้เราเกิดความเหนื่อยล้าหรือท้อใจที่จะทำสิ่งนั้น เพราะการจะทำอะไรสักอย่างจนเกิดความชำนาญและกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ต้องอาศัยเวลาและความอดทน สิ่งที่จะช่วยสร้างพลังให้เราไปต่อได้ คือ Growth Mindset ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นในสิ่งที่ขาด และเข้าใจวิธีพัฒนาทักษะเพิ่มเติมเพื่อให้ไปถึงจุดที่ต้องการได้

จุดนี้สำคัญมากเพราะหากเราไม่มี Growth Mindset ก็ยากที่จะทำให้ก้าวผ่านอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต แต่กับคนที่มี Growth Mindset เขาจะมองว่าความล้มเหลวคือหนทางแห่งความสำเร็จ จะรู้สึกอยู่เสมอว่าปัญหายิ่งยากยิ่งท้าทาย และไม่คิดว่า ‘ทำไม่ได้’ หากแต่แค่ ‘ยังทำไม่ได้’ เท่านั้นเอง

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งที่เราทำ คือสิ่งที่โลกต้องการ วิธีคิดแบบ Design Thinking หรือกระบวนการสร้างนวัตกรรมสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ช่วยหาคำตอบให้เราได้ โดยพิสูจน์มาแล้วทั่วโลกว่า การยึดความต้องการหรือการแก้ปัญหาของลูกค้าเป็นหลัก คือแนวทางการสร้างสินค้าหรือบริการที่จะประสบความสำเร็จ
ที่ไม่ได้เพียงแค่ทำให้เรามีความสุข แต่ยังทำให้ลูกค้าหรือผู้ที่ใช้บริการได้ความสุขและความพอใจเช่นกัน

สุดท้ายแล้วอาจกล่าวได้ว่าหลักปรัชญาที่พาไปค้นพบความหมายของชีวิตอาจดูเป็นสิ่งจับต้องยาก แต่เมื่อมองเป็นจุดหมายในการพัฒนาตัวเอง การทำให้เป้าหมายเป็นจริงก็ไม่ไกลเกินการวางแผนและพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน