Blended Learning เทคนิค “ผสม” การเรียนรู้ตามใจชอบ

ในโลกยุคที่พวกเราหลายๆ คนโตกันมานี้ มนุษย์ถูกขีดเส้นคำว่า ‘การศึกษา’ ไว้เพียงช่วงเริ่มแรกของชีวิตเท่านั้น คือการศึกษาในโรงเรียน เข้าอนุบาล ประถม มัธม แล้วก็เข้ามหาวิทยาลัย จากนั้นโตมาก็ต้องทำงานไปจนเกษียนอายุ การศึกษาประเภทนี้คือ Education ที่เดินแบบเส้นตรงราบเรียบซึ่งไอเดียของการหาความรู้ถูกครอบงำด้วยการศึกษาที่เป็นทางการ (Formal Education) มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ทำให้คนที่อยู่ในช่วงอายุอื่นๆ ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา เสียเปรียบ และกลายเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้ถูกหยิบไปใช้ประโยชน์ต่อยอดมากนัก”

ในความเป็นจริง ทุกวันนี้ทักษะที่เราจะต้องใช้แรง ใช้ร่างกาย ใช้สองมือทำเองโดยตรง (Hard Skills) ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา มีแต่จะล้าสมัยเอาทุกวัน เพราะส่วนมากมันถูกจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วและองค์ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอย่างคาดเดาได้ยาก ทำให้คุณไม่สามารถจะมานั่งนิ่งนอนใจกับภูมิความรู้ที่มีแต่เสื่อมไปและถูกแทนที่ได้เสมอ

หากลองมานึกดู ไม่ใช่เรื่องแปลก เวลาที่คนต้องการซื้อของอะไรก็ตาม เราต้องมองหาวันผลิตและวันหมดอายุของสินค้าต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสินค้าที่กำลังจะซื้อนั้นเป็นของที่ดี มีคุณภาพ แต่สำหรับมนุษย์ คนทั่วไปอย่างพวกเรานั้นต่างจากสินค้า พวกเราไม่มีตราประทับว่าเมื่อไหร่ที่จะหมดอายุ เมื่อไหร่ที่ความรู้ความสามารถของเราจะไม่เป็นที่ต้องการ ล้าสมัย แต่ในโลกยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ เมื่อสิ่งที่เคยเป็นเรื่องใหม่ในวันนี้กลับกลายเป็นเรื่องเก่าล้าสมัยเพียงไม่กี่อึดใจ เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้มั่นใจได้ว่าความรู้ ความสามารถของเราจะเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่ตลอดเวลา

ยิ่งไปกว่านั้น โดยปกติคนเราไม่ชอบอยู่ในภาวะของ ‘ความไม่รู้’ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน แต่ในขณะเดียวกันคนเราก็ไม่สามารถรู้ได้ทุกเรื่องเหตุเพราะการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา นั่นแปลว่า หนทางหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาภาวะของความไม่รู้ได้ และทำให้ทักษะความรู้ยังเป็นที่ต้องการตามยุคตามสมัยได้ คือ การหมั่นเรียนรู้อย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ดังนั้นเมื่อทราบเช่นนี้แล้ว การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจึงถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่คนมีโอกาสในการเรียนรู้มากขึ้น เพราะเทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น กว้างขวางมากขึ้น ล้ำสมัยมากขึ้น นำมาซึ่งเครื่องมือและรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย  นั่นแปลว่าหากคนมี Learning Mindset คือมีความเข้าใจ และสนใจที่จะพัฒนาความรู้ความสามารถตนเองอยู่เสมอจากการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เขาหรือเธอย่อมจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากกว่าใคร

หากแต่ในเมื่อคนเราเกิดมาแตกต่างกันโดยพื้นฐาน แต่ละคนจึงมีปัจจัย มีเงื่อนไขในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันออกไป โดยในแง่ของการเรียนรู้ คนเราจะประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ และนำไปสู่ผลงานที่ดีเยี่ยมได้ก็ต่อเมื่อค้นพบรูปแบบของการเรียนรู้ที่เหมาะกับตัวของผู้เรียนเองมากที่สุด นั่นเป็นเพราะไม่มีใครชอบถูกบังคับ เรื่องของการเรียนรู้ก็เช่นกัน นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิดเรื่อง Blended Learning หรือการบูรณาการการเรียนรู้

Blended leaning หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ ที่ผสมผสานรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน ผสมผสานกับการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ผู้เรียนผู้สอนไม่ได้เจอหน้ากันโดยตรง หรือการใช้แหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่หลากหลาย กระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมเกิดขึ้นจากยุทธวิธี การเรียนการสอนที่หลากรูปแบบ แต่เป้าหมายหลักอยู่ที่การให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้เป็นสำคัญ

การสอนด้วยวิธีการเรียนรู้แบบผสมผสานนั้น ผู้สอน สามารถใช้วิธีการสอน สองวิธีหรือมากกว่า ในการเรียนการสอน เช่น ผู้สอนนำเสนอเนื้อหาบทเรียนผ่านเทคโนโลยีผนวกกับการสอนแบบเผชิญหน้า แต่หลังจากนั้นผู้สอนนำเนื้อหาบทความแขวนไว้บนเว็บ จากนั้นติดตามการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้อีเลิร์นนิ่ง ด้วยระบบแอลเอ็มเอส (Learning Management System) ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องแล็ป หลังจากนั้นสรุปบทเรียน ด้วยการอภิปรายร่วมกับเพื่อนและผู้สอนในห้องเรียน เช่นนี้เป็นต้น

จากประสบการณ์ในแวดวงการเรียนรู้และการพัฒนาคน SEAC ได้สร้างสรรค์รูปแบบการเรียนรู้ที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดของโลก ที่เรียกว่า “4Line Learning” ซึ่งเป็น Blended Learning อย่างหนึ่งที่พัฒนามาจากรูปแบบการเรียนรู้ตามสูตร 70-20-10 ที่กล่าวไว้ว่าในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร 10 % คือการเรียนในส่วนเนื้อหา โดยไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องทุกทฤษฎี ซึ่งตรงนี้อาจไม่สำคัญนักเมื่อเทียบกับการเรียนรู้อีก 20% จากการนำความรู้ไปปรับใช้ แล้วนำผลที่ได้มาแลกเปลี่ยนความรู้กับคนอื่น และรวบรวมมาเป็น collective wisdom อีกทั้งยังได้รับการ Coaching และ Feedback จากคนที่เกี่ยวข้องซึ่งถือเป็นการเรียนรู้ผ่านคนรอบๆ ข้าง และในส่วน 70% นั้นคือการเรียนรู้จากการทำงาน จากการลงมือปฏิบัติจริง จากการได้สัมผัสเนื้องานจริงๆ ผ่านกระบวรการและวิธีการที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Field Trip หรือ Group Work หรือ Coaching หรือ Boot Camp

4Line Learning ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับรูปแบบการเรียนรู้ของแต่ละคน พร้อมกระตุ้นให้คนเกิดความอยากรู้ เรียนรู้ และนำเอาสิ่งที่เรียนรู้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและฉับพลันได้อย่างทันท่วงที ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

  1. วิธีการเรียนรู้แบบ Online – คือการเรียนรู้ผ่านหลักสูตรด้วยวิดีโอคลิป หรือ Visual ต่างๆ ที่ไหนก็ได้ เวลาใดก็ได้
  2. วิธีการเรียนรู้แบบ Inline – เน้นการเข้าคลาสเพื่ออบรมในหลักสูตรต่างๆ หรือ Subscription โดยคำนึงถึงระยะเวลาการเรียนที่เหมาะสม จัดเป็นคอร์สสั้นๆ ครั้งละไม่เกินครึ่งวัน
  3. วิธีการเรียนรู้แบบ Beeline – เน้นการเรียนรู้ในรูปแบบแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อมูล หรือเรื่องราวจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน วิทยากร นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จด้านต่างๆ ผู้นำทางความคิด หรือกิจกรรมพิเศษในหลากหลายรูปแบบที่เหมาะสมกับหัวข้อการเรียนรู้แต่ละครั้ง
ในปัจจุบันนี้ หลากหลายองค์กรทั้งไทยและสากลต่างเริ่มมองเห็นและหันมาใช้สูตร 70-20-10 กันมากขึ้น ยกตัวอย่างองค์กรที่ใช้แล้วคือ SAP, Earnest & Young, Sony Ericsson, Standard Chartered, Wrigley, Adidas, Nike, GlaxoSmithKline, Nokia, American Express, Microsoft เช่นนี้เป็นต้น

ในกรณีของ Adidas ที่มีพนักงานอยู่มากกว่า 50,000 คนทั่วโลก ในการจัด session เพื่อพัฒนาทักษะหรือขีดความสามารถของพวกเขาแต่ละครั้ง ที่ผ่านๆ มานั้นได้ทำออกมาในรูปแบบของการจัด training ในห้องเรียน ซึ่งผู้บริหารมองว่าเริ่มล้าหลัง และไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Adidas จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบจาก classroom training มาเป็นในรูปของ New Way of Learning โดยการสร้าง Adidas Learning Campus แทน ตรงตามความเชื่อขององค์กรที่ว่า โดยปกติ คนเราใช้เวลาเรียนอยู่ในห้องเรียนกว่า 95% แต่ใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงลืมเนื้อหากว่า 50% ที่พึ่งได้เรียนมา ทั้งที่ในความเป็นจริงคนเราสามารถเรียนรู้ได้สูงถึง 80% จากการเรียนนอกห้องเรียน นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ Adidas เปิดโอกาสให้พนักงานและผู้บริหารเรียนรู้ในส่วนของเนื้อหาผ่านทางสื่อออนไลน์รูปแบบต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมงไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน และไม่ว่าคุณจะต้องการเรียนรู้เรื่องอะไรในตอนนั้น จากนั้นจึงเป็นขั้นตอนของการเรียนรู้ผ่านทางการปฏิบัติงานจริงที่จะทำให้ผู้เรียนได้รับ feedback ทั้งจากเพื่อนร่วมงาน จากหัวหน้างาน และจาก coach เพื่อให้สามารถย้อนกลับมาประเมินผลการเรียนรู้ของตนเองได้ และท้ายที่สุดเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูล สิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้กับอีกหลายๆ คนเพื่อให้เกิดข้อมูลที่มีหลากหลายในเรื่องมุมมองจนกลายเป็น collective wisdom ในที่สุด

นอกจากนั้นยังมีในกรณีของ Sony Ericsson ที่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารกับโมเดล 70-20-10 จึงริเริ่มสร้าง internet portal ที่ชื่อว่า Ericsson Academy ซึ่งเปิดตัวเมื่อปี 2552 เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระที่สำคัญและจำเป็นหลากหลายแขนงเอาไว้ ด้วยความเชื่อที่ว่ามันจะสามารถรองรับการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้เองทุกที่ ทุกเวลาที่ต้องการ อีกทั้งยังมีห้องที่เปิดไว้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นระหว่างกันโดยเฉพาะอีกด้วย (personalized/ on-demand/ collaborative) โดยในช่วงแรกของการเปิดให้บริการ Ericsson Academy นั้น มีไว้เฉพาะให้พนักงานใช้เท่านั้น แต่ในปัจจุบันทางบริษัทได้ขยายการให้บริการสู่ภาคประชาชนด้วยความเชื่อที่ว่ามันเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ การสื่อสารที่มีประโยชน์ สามารถผสมผสานการเรียนแบบทางการและไม่เป็นทางการเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัวและก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างเป็นรูปธรรม

  1. วิธีการเรียนรู้แบบ Frontline – คลังการเรียนรู้ที่สามารถให้ผู้เข้าเรียนเข้าถึงข้อมูลการเรียนรู้ และดาวน์โหลดออกมาเป็นคัมภีร์พิชิตความสำเร็จเพื่อนำไปฝึกใช้ และปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ทันที

โดยทุกวันนี้มีรูปแบบการเรียนรู้มากมายเกิดขึ้นเนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี จากการสำรวจพบว่าเทรนด์ต่อไปนี้คือรูปแบบการเรียนรู้ในยุค 4.0

ปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence (AI) – เมื่อความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทสามารถคิดอ่านแทนมนุษย์ได้ในหลายๆ เรื่อง รวมไปถึงเรื่องการเรียนรู้ เช่นระบบพี่เลี้ยงอัตโนมัติที่ใช้ข้อมูลจากระบบวิเคราะห์ข้อมูลในการให้คำแนะนำแก่ผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกัน หรือจะเป็นเรื่องของโปรแกรม Chatbot ที่เข้ามาช่วยในการเรียนการสอน

หลักสูตรออนไลน์แบบเปิดหรือ Massive Open Online Courses (MOOCs) – เป็นเทรนด์การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกเรียนวิชาที่สนใจจากที่ใดก็ได้ในโลก แถมยังมีการมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้เรียนหลังจากจบหลักสูตร และอาจมีการนำเอาเรื่องของ online platform อื่นๆ มาผสมผสาน และยังมีการเอา AI มาใช้ประกอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนอีกด้วย

ภูมิปัญญาจากฝูงชน (Crowdsourcing) –  คือแนวคิดการระดมทุนจากกลุ่มที่หลากหลาย ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการรวบรวมข้อมูล ความรู้ แต่ยังรวมไปถึงเรื่องแรงงานและเรื่องการลงทุน ซึ่งทำให้เกิดแพลตฟอร์มการเรียนรู้ยุคใหม่ที่รวบรวมองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้คนที่มีความรู้ ประสบการณ์ด้านต่างๆ เพื่อการเรียนรู้ที่เปิดกว้างยิ่งขึ้น เช่น Wikipedia หรือเว็บไซต์สารานุกรมออนไลน์ที่เปิดให้คนทั่วไปเข้ามาแบ่งปันความรู้ในเรื่องที่ตนเชี่ยวชาญ เช่นนี้เป็นต้น

สื่อทางเสียง (Audiobooks and Podcasts) – สื่อทางเสียงเดิมได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศตะวันตก โดยเฉพาะประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ปัจจุบันเริ่มมีสถานี podcast ภาษาไทย และหนังสือเสียงภาษาไทยบ้างแล้ว และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพิ่มเป็นอีกหนึ่งช่องทางของการเรียนรู้

เกม (Gamification) – การนำเกมเข้ามาใช้เป็นหนึ่งในรูปแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับลักษณะนิสัยและความสนใจของคนรุ่นใหม่อย่างมาก ซึ่งนอกจากจะได้รับความรู้ใหม่ๆ แล้วยังเพิ่มทักษะอีกหลายๆ ด้านให้แก่ผู้เรียน ซึ่งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีซึ่งนำมาสู่เรื่องของ VR / AR/ MR ยังช่วยให้คนเรียนได้รับประสบการณ์เรียนที่เสมือนจริงที่สุด เพิ่มความน่าสนใจและน่าติดตาม

Blended Learning ในช่วงแรกๆ คนที่นำ “ส่วนผสม” ของการเรียนรู้ต่างๆ มาผสมนั้นเดิมอาจจะเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชสญ นักวิชาการ ครู อาจารย์ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว คนที่ผสมนี้ก็คือคนเรียนนี่เอง

เมื่อผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 นั้นโตมากับเทคโนโลยี ดังนั้นการใช้แนวทาง Blended Learning หรือการเรียนรู้แบบผสมผสานดูน่าจะเป็นแนวทางที่น่าจะเข้าทางที่สุดสำหรับการปรับปรุงการเรียนรู้ในยุคนี้ เพราะนอกจากจะช่วยส่งเสริมเรื่องของการสร้างให้มี Learning Mindset แล้วยังมีการนำเอาเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย

เพราะโจทย์สำคัญของการเรียนรู้ยุคนี้คือต้องทำให้ผู้เรียนอยากเรียน เลือกวิธีเรียน เวลาเรียน สถานที่เรียน รูปแบบการเรียนที่ตรงจริต เพื่อให้ได้ซึ่งผลลัพธ์ของการเรียนรู้ที่ดีที่สุด มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด

อย่างไรก็ตามไม่ว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นในรูปแบบใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดความรู้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากในอนาคตคนมีโอกาสเลือกรูปแบบการเรียนรู้ที่ต้องการได้เอง แน่นอนว่าย่อมจะช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถของเราไปได้อีกมาก…