มกราคม 2, 2020

ทำงานหนักเท่าไหร่ ผลลัพธ์ก็ยังไม่ใช่ ทำอย่างไรให้ได้ไปต่อ

ในยุคนี้ เราอยู่ในโลกอีกแบบที่หน้าตาไม่เหมือนเดิม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ การสื่อสาร รูปแบบและพฤติกรรมการทำงานของคนเปลี่ยนไปจากเดิม ผลสำรวจเผยคนไทยมีชั่วโมงการทำงานสูงถึงสัปดาห์ละ 50.9 ชั่วโมง ติดอันดับชั่วโมงการทำงานที่มากที่สุดในเอเชีย ในขณะที่ทั่วโลกต่างมีแนวโน้มลดชั่วโมงหรือวันทำงานลง จากปัจจัยที่เทคโนโลยีกำลังก้าวหน้าจนเข้ามาแทนที่แรงงาน มนุษย์

อริญญา เถลิงศรี Chief Capability Officer & Managing Director – SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่าเห็นได้ชัดว่า ปัจจุบันการทำงานหนักตลอดวัน ตั้งแต่เข้างาน 8 โมงเช้าและลากยาวไปจนถึงสามสี่ทุ่มเป็นเรื่องปกติ แม้กลับถึงบ้าน ก็ยังนำงานกลับไปทำต่อ ติดต่องานกับลูกค้าในวันหยุดเสาร์อาทิตย์หรือตอนเย็นหลังเลิกงาน หลายคนทำงานหนักจนอาจสูญเสียแง่มุมอื่นๆ ของชีวิต ทั้งสุขภาพและความสัมพันธ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แน่นอนว่า การยอมรับงานที่ท้าทายมากขึ้น หนักขึ้น เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องที่ดี ด้วยการขยันทุ่มทำงานเช่นนี้ ช่วงแรกอาจได้ผลลัพธ์ที่ดี ได้รับคำชมจนน่าพึงพอใจและเป็นที่ยอมรับ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง และเรายังคงใช้วิธีการเดิม รูปแบบเดิมๆ ในการทำงาน เพื่อหวังว่าผลลัพธ์ทุกอย่างจะเป็นแบบเดิมนั้นคงไม่ใช่อีกต่อไป การขยัน ทำงานหนัก ไม่ได้หมายความว่าคุณกำลังก้าวหน้าในชีวิตเสมอไป เราอาจพาตัวเองไปในสถานการณ์ที่สวนทาง หลายคนจึงรู้สึกว่า เราทำงานหนักมากและรู้สึกเหนื่อยล้า แต่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาน้อยกว่าคนอื่น น้อยกว่าที่เคยได้ และจะเข้าภาวะหมดไฟในการทำงาน ซึ่งคงไม่ใช่สถานการณ์ที่หลายคนอยากให้เกิดขึ้นกับตนเอง เพราะฉะนั้น เช็ค 3 สัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่พึงพอใจขึ้น

 

1. ทำงานเหนื่อยกว่าเดิมจนไม่มีเวลาใช้ชีวิต แต่ผลลัพธ์กลับไม่ดีขึ้น

หากเรารู้สึกแค่ว่าสิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่นั้นใช้ effort เยอะ ใช้พลังงานเยอะ เราทำงานเหมือนในอดีต เพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม แต่เรากลับรู้สึกเริ่มเหนื่อยล้า พอกลับไปเรื่องชีวิตส่วนตัว เรารู้สึกได้เลยว่ามีเวลาให้กับครอบครัวน้อยลง อยู่กับคนที่เรารักน้อยลง ทุกวันรู้สึกเหนื่อยมากๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกแบบนี้ นั่นเป็นเพราะเรายังทำแบบเดิม แต่ไม่เกิดผลลัพธ์ ดังนั้น เราก็ยิ่งทำมากขึ้น ยิ่งใส่พลังงานมากขึ้นเข้าไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่าเดิม จนรู้สึกเหนื่อยกับตัวเอง ใช้ชีวิตกับคนรอบข้างยากขึ้น รู้สึกเหมือนคนไม่มีชีวิต และเกิดคำถามว่า ทำไมชั้นทำงานเยอะขนาดนี้ แต่ยังไม่มีชีวิตที่ดี นี่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า รูปแบบเดิมๆ วิธีการเดิมๆ ที่เราทำอยู่นั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ซึ่งไม่ควรจะเป็นแบบนั้น สุดท้ายจะกระทบการใช้ชีวิตทั้งหมดของเราเอง

 

2. คนที่เคยประสานงานด้วยที่เคย appreciate เราเยอะๆ กลับไม่รู้สึกชื่นชมแล้ว หรือใช้เวลานานกว่าจะทำให้คนรู้สึกชื่นชมเรา

ในเมื่อเราก็ทำงานทุกอย่างและตั้งใจเหมือนเดิม แต่ทำไมคนชื่นชมน้อยลง จากคนเคยชมเยอะ ลูกน้องเคยชม หรือเพื่อนร่วมงานเคยอินกับสิ่งที่เราทำด้วย แต่ทำไมกลุ่มคนเหล่านี้กลับชื่นชมน้อยลง เรารู้สึกว่าต้องพูดเยอะ ต้องโน้มน้าวมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะเริ่มโทษคนอื่นว่า เพราะพวกเขาไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ตัวอย่างเช่น เริ่มโทษลูกค้าว่า ทำไมแต่ก่อนยังโอเคแบบนั้นแบบนี้ได้ หากรู้สึกเช่นนี้ ขอให้เริ่มหันกลับมามองดูดีๆ แล้วจะรู้เลยว่า จริงๆ แล้ว คือ ตัวเราเองที่ยังทำแบบเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น แต่เราไม่โทษตัวเอง ไม่มองว่าตัวเองเป็นปัญหา แต่เรากลับรู้สึกหงุดหงิดและโทษคนอื่น

 

3. ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง

เมื่อทำงานก็ต้องคอยวัดผลลัพธ์ แต่รู้สึกว่าทำไมผลลัพธ์ได้แค่นี้ ควรจะได้ดีกว่านี้ เพราะตัวเราอุทิศชีวิตทั้งหมดให้กับงาน แต่ทำไมผลลัพธ์มันแค่นี้ หลายคนต้องเผชิญกับความรู้สึกที่ทำไปเท่าไหร่ก็รู้สึกว่าไม่ดีพอสักที กดดันตัวเอง สุดท้ายจะทำให้เรากังวลและขาดความมั่นใจในตัวเอง

เพราะฉะนั้น หาก 3 เรื่องนี้รวมกัน เป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้เลยว่าวิธีการทำงานที่เราทำอยู่นั้นไม่ใช่แล้ว เชื่อว่าทุกคนอยากมีชีวิตส่วนตัวมากขึ้น ใช้เวลากับครอบครัวและคนรักมากขึ้น ถึงเวลาต้องเริ่มรู้ตัวว่า สิ่งที่เราทำมันไม่ใช่แล้ว ทุกอย่างที่เราทำควรจะเปลี่ยนได้แล้ว สำคัญคือ ต้องกล้ายอมรับว่าที่ผลลัพธ์ไม่เกิดขึ้นตามที่คาดหวัง ไม่น่าพึงพอใจ ก็เพราะมาจากสามสิ่งนี้

 

เมื่อยอมรับแล้วจะไปต่อ เราจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรดี?

ทุกคนต้องเริ่มมองภาพว่าแม้เราจะเก่งมากแค่ไหนในอดีต แต่เราต้องเปิดใจยอมรับกับคำหนึ่งที่เราหนีไม่ได้ก็คือ โลกที่เรากำลังอยู่เป็นโลกใบเดิมแต่หน้าตาไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่มันเปลี่ยนรอบด้านทั้งหมดของเรา มันเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นี่คือความน่ากลัว

ทุกคนต้องเข้าใจว่าทุกๆ อย่างไม่มีอะไรที่อยู่ตลอดไป เมื่อวันหนึ่ง เราทุกคนอยากมีความสุขขึ้น คุณต้องไปเรียนรู้และลองพยายามเปลี่ยนแปลง ไม่มีใครอยากจะทุกข์ไปอีกนาน เรายังอยากมีชีวิตอยู่ยาวๆ คงไม่มีใครอยากรู้สึกว่าไม่มีคุณค่า

เมื่อเรายอมรับได้แล้วว่าต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน ต่อมาคือต้องตั้งเป้าหมายกับตัวเองว่า เราอยาก achieve อะไร ในอีก 3 ปี 5 ปี ข้างหน้า และเราต้องเปลี่ยนอะไร ทักษะไหนที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม กระบวนการทบทวนความคิดของตัวเองจึงสำคัญมากต่อการหาทางปรับปรุงตัวเอง ได้โฟกัสปัญหาและพัฒนาตัวเองในสิ่งที่ถูกต้องจริงๆ

สุดท้าย อยากให้เริ่มมองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น เราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้นๆ คนไม่ชื่นชมเรา ผลลัพธ์ไม่เกิดขึ้นตามที่หวัง คุณไม่สามารถใช้เวลาไปกับการโทษคนอื่น หรือแก้ที่คนอื่นได้ แต่คุณแก้ได้ที่ตัวคุณเองเท่านั้น ดังนั้น ถ้าคุณอยากอยู่ในโลกอย่างมีความสุข เริ่มต้นวางเป้าหมายว่าจะทำอะไร หากในอีกประมาณ 50 ชั่วโมงข้างหน้า คุณจะกลับไปโทษคนอื่น คอมเมนท์คนอื่น 50 ชั่วโมงนั้นกำลังจะหมดไปโดยที่คุณไม่ได้อะไรเลย แต่หากคุณใช้ 50 ชั่วโมงนี้เรียนรู้พัฒนา ลองวิธีการทำงานใหม่ๆ แบบลงมือทำ และนำ Feedback ที่เราได้เรียนรู้ไปปรับปรุงอย่างรวดเร็ว คุณได้เรียนรู้พัฒนา ได้ลงทุนใส่ความรู้ทุกอย่างเข้าไปให้ตัวคุณเอง คุณก็จะได้กลับมาทั้งหมด

ถึงตอนนี้ หลายคนคงรับรู้สัญญาณที่บ่งบอกให้เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน มุมมองความคิด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพตรงตามเป้าหมาย และเข้าใกล้ความสำเร็จในหน้าที่การงานมากขึ้น ขอให้เริ่มลงมือทำ หาวิถีทางและพลังงานแห่งความสุขในการทำงานไปพร้อมกับความสุขในการใช้ชีวิต แม้วันหนึ่งจะประสบความสำเร็จในการทำงานแล้ว แต่ขอย้ำว่าทุกวันก็คือการเรียนรู้ และการ reskill ให้ก้าวทันกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

เปิดโลกแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองได้แล้วกับ SEAC พร้อมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ตลอดชีวิตกับ YourNextU โมเดลการเรียนรู้แบบ Blended Learning ที่ให้คุณเรียนรู้ในรูปแบบไม่มีลิมิต ตั้งแต่วันนี้ ที่ https://www.yournextu.com