ธันวาคม 12, 2019

ปลุกไฟการทำงานด้วยการ RESKILL

เป็นเหมือนกันมั๊ย? ที่รู้สึกว่าช่วงแรกของการทำงานนั้นมีแต่ความน่าตื่นเต้น เต็มไปด้วยไฟที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มีความหลงใหลในงานที่ทำ แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับรู้สึกเหนื่อยหน่าย เบื่องานประจำที่ทำอยู่ จนไม่อยากตื่นไปทำงาน รู้สึกว่าแต่ละวันผ่านไปด้วยความยากลำบากเหลือเกิน รอให้เวลาหมดไปในแต่ละวันๆ แต่เมื่อจบวัน ก็กลับรู้สึกว่าเราทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง สุดท้ายก็ลางานบ่อย ใช้ชีวิตอย่างเฉื่อยชา หากคุณกำลังเผชิญกับอาการเหล่านี้ เรียกได้ว่า คุณกำลังสุ่มเสี่ยงและเริ่มเข้าสู่ “ภาวะหมดไฟ” หรือ Burnout Syndrome

อริญญา เถลิงศรี Chief Capability Officer & Managing Director – SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า หลายคนอาจคิดว่าอารมณ์เบื่อ เหนื่อยหน่าย หมดแรง ท้อแท้ และไม่มีความสุขในงานที่ทำ เป็นอาการทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นได้กับชาวออฟฟิศที่ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นซ้ำไปมาในทุกๆ วัน แต่แท้จริงแล้ว อาการเหล่านี้นั้นรุนแรงกว่าที่คิด สามารถทำลายชีวิตและนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ หลายคนคิดจะลาออกจากงาน หรือหายไปจากทำงานดื้อๆ ในผู้ที่มีอาการรุนแรง คนๆ นั้นอาจถึงขึ้นอยากฆ่าตัวตาย ไม่อยากใช้ชีวิตบนโลกใบนี้อีกต่อไป

ดังนั้น ต้องเริ่มสังเกตตนเองได้แล้ว หากรู้ตัวว่ากำลังจะเข้าสู่อาการ Burnout เมื่อไหร่ ก็ควรเร่งจัดการแก้ไขให้ทันท่วงที ไม่ควรปล่อยละเลย เพราะอาการนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้คนทำงานเก่งขนาดไหน แต่การทำงานหนัก มีความเครียด ความกดดันมากๆ หรือทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ก็อาจผลักคนเหล่านั้นให้เข้าสู่ภาวะหมดไฟโดยไม่รู้ตัว

หากคุณรู้สึกว่าไฟการทำงานกำลังมอด วิธีจัดการกับอาการนี้ไม่ใช่การลาออกจากงานกะทันหัน หรือเปลี่ยนงานประจำที่กำลังทำอยู่ นั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างตรงจุด แม้ว่าเราจะได้งานใหม่ อาการไฟมอดก็จะวนกลับมาเหมือนเดิม และวนอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ สิ่งสำคัญคือ เราต้องเข้าใจต้นตอของอาการนี้ และจัดการให้ตรงจุด เพื่อหยุดวงจรแห่งการหมดไฟในการทำงานนี้ และหาเชื้อมาเติมไฟทันที เพราะมนุษย์เราก็ต้องการชาร์จพลัง เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือ ที่เมื่อเราเล่นไปนานๆ แบตเตอรี่ก็ค่อยๆ หมดลงไปเรื่อยๆ หากเราทำงานอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่มีเวลาได้หยุดพักเลย ร่างกายคนเราก็จะค่อย ๆ หมดไฟไป จนในที่สุดไฟในตัวที่มีก็จะดับมอดลงไป

หนึ่งในสาเหตุสำคัญของอาการหมดไฟ ก็คือ เราหยุดเรียนรู้มานานเกินไป เราพยายามใช้ความรู้ชุดเดิมตั้งแต่สมัยเรียนมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งความรู้ก็มีวันหมดอายุ งานเดิมอาจไม่ได้น่าเบื่อ แต่อาจจะขาดชุดความรู้ใหม่ๆ ที่จะทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นหรือทำให้การทำงานมีชีวิตชีวา คนเราจะรู้สึกเบื่อหน่ายและเหนื่อยล้าเมื่อจมอยู่กับอะไรเดิมๆ เป็นระยะเวลานานๆ ลองนึกถึงวันแรกที่ได้เข้ามาทำงานในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ทุกอย่างดูสนุก น่าตื่นเต้น เราตั้งใจเรียนรู้สิ่งที่เราไม่เคยได้รู้ กระตือรือร้น ทุ่มเทพยายามทำในสิ่งที่ไม่เคยทำอย่างเต็มที่ และมุ่งมั่นทำงานจนสำเร็จ เพราะทุกอย่างใหม่สำหรับเรา แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรากลับรู้สึกเบื่อหน่ายในงานประจำที่กำลังทำอยู่ ด้วยชุดความรู้เดิมๆ ที่เรามี ซึ่งบางครั้งไม่อาจปรับใช้ได้กับสถานการณ์ในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

เชื่อว่าหลายคนอาจหงุดหงิดกับตัวเองเมื่อทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ นี่เป็นสัญญาณที่กำลังบอกเราว่าความรู้ของเรานั้นไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว เราต้องเพิ่มความรู้ เสริมทักษะที่จำเป็น โดยเริ่มจากสำรวจและประเมินตัวเองว่าเรากำลังบกพร่องเรื่องอะไรและขาดทักษะไหนที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม จากนั้นฝึกฝนทักษะเหล่านั้นบ่อยๆ ปรับแล้วปรับอีกให้เข้ากับหน้างานจริง ทำทุกวันจนเราชำนาญ สุดท้ายเราจะมีทักษะใหม่ ที่เพิ่มคุณค่าให้กับตัวเองและองค์กร การทำเช่นนี้เรียกว่าการ Reskill เช่น การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือการพัฒนาความรู้ในแนวกว้าง เป็นการประสานกันระหว่างโอกาสใหม่ๆ กับงานใหม่ๆ ที่มาจากเทคโนโลยีที่เราไม่เคยมีมาก่อน ที่ทำให้ตัวเราออกจาก comfort zone และกระตุ้นให้เรากลับมากระตือรือร้นในการทำงานอีกครั้ง สนุกกับการนำความรู้ทักษะใหม่ๆมาปรับใช้ และพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทายภายในองค์กร การเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดนิ่ง ผ่านการรีสกิลตัวเองจะเป็นตัวช่วยไขประตูเปิดโอกาสในการสร้างความมั่นคงก้าวหน้าในงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม

เมื่อไหร่ก็ตามพูดถึงเรื่องการเรียนรู้ หลายคนอาจเคยผลัดวันประกันพรุ่ง หรือปิดกั้นตัวเองจากการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วยภาพของการเข้าคอร์สอบรมที่น่าเบื่อ ไม่ทันสมัย เน้นทฤษฎี การนั่งเรียนในห้องสี่เหลี่ยมที่ไร้ชีวิตชีวา แต่แท้จริงแล้ว การ reskill ต่างจาก training เพราะสามารถผสานการเรียนรู้ได้หลากหลายรูปแบบ เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ได้จำกัดเพียงรูปแบบเดิมๆ ที่เราคุ้นชิน เราสามารถเลือกหลักสูตรที่เหมาะสมกับเราในวันและเวลาที่ตัวเองสะดวก ช่วยให้เราสามารถจัดการกับตารางชีวิตของตัวเองได้ เพราะสิ่งสำคัญสำหรับการเรียนรู้คือ ความสนใจของตัวผู้เรียนเอง แต่หากมีสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการเรียนรู้ของเราได้ อย่างเช่น สังคมแห่งการเรียนรู้รูปแบบใหม่ๆ และ เน็คเวิร์กกิ้ง (Networking) ที่หลากหลาย ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความสนุกให้กับการเรียนรู้ของเรา และที่สำคัญ Reskill เป็นกระบวนการที่ต้องทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้เรื่องอะไรใหม่ๆ แค่ครั้งเดียว ไม่ได้เรียกว่าเป็นการ Reskill แต่อย่างใด เพราะหากจะ Reskill ให้ได้ คุณต้องทำมันซ้ำๆ เรียนย้ำๆ จนกว่าจะเอาไปใช้หรือประยุกต์ได้จริง

จะเห็นได้ว่า ทุกอย่างมีทางออกเสมอ แน่นอนว่า ทางออกจากภาวะหมดไฟที่ดีที่สุด ก็คือการอัพเดตความรู้อยู่ตลอดเวลาและเพิ่มทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็นให้กับตัวเรา โดยเริ่มต้นได้จากตัวเองก่อน การ Reskill เป็นอีกทางที่จะช่วยให้เราพัฒนาตัวเอง ให้ค้นพบความชอบ ความถนัดที่หลากหลายมากขึ้น สร้างแรงจูงใจในการทำงาน กำหนดเป้าหมายให้กับชีวิต และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ตัวเอง เพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้กลับมามีไฟได้ดังเดิม สุดท้ายแล้ว ประสิทธิภาพในการทำงานของเราจะดีขึ้น และคนที่จะมีความสุขในการทำงานมากที่สุดก็คือตัวเราเอง

เปิดโลกแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองได้แล้วกับ SEAC พร้อมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ตลอดชีวิตกับ YourNextU โมเดลการเรียนรู้แบบ Blended Learning ที่ให้คุณเรียนรู้ในรูปแบบไม่มีลิมิต ตั้งแต่วันนี้ ที่ https://www.yournextu.com