มกราคม 21, 2020

DIGITAL WORKPLACE กับการปรับตัวของ ‘คน’ เมื่อหุ่นยนต์จะมาแย่งงาน

“กระแสโลกดิจิตัล ทั้งเรื่องอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IOTs) หุ่นยนต์ (Robotic) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในโลกธุรกิจ ตลาดแรงงาน ระบบและกระบวนการทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยความหนักหน่วงทวีความรุนแรงกว่าทุกยุคเพราะถูกแรงคูณมหาศาลจากความเร็วและความกระหน่ำไม่หยุดของพายุดิจิตัล งานวิจัยหลายสถาบันออกมาทำนายถึงโอกาสและความล่มสลายของธุรกิจอุตสาหกรรม หากองค์กรปรับตัวไม่ทัน แต่ปัจจัยที่ยังสำคัญที่สุดที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จยังคงเป็นบุคลากร”

อริญญา เถลิงศรี Chief Capability Officer & Managing Director – SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า ช่วงนี้มีกระแสการตื่นตัวเรื่อง Technology Disruption หรือการที่เทคโนโลยีจะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงกับโลกของเราในทุกแง่มุม ตั้งแต่การใช้ชีวิตโดยทั่วไปจนไปถึงเรื่องการทำงาน ในความเป็นจริงต้องทำความเข้าใจว่าเรื่องของ Disruption หรือการเปลี่ยนแปลงแบพลิกกระดานนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ที่คนพูดถึงเรื่องนี้มากเป็นเพราะมันเห็นผลที่ชัดเจนกว่าแง่มุมอื่นๆ อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญและอยากให้เข้าใจคือ Disruption ไม่ได้นำมาแต่เฉพาะปัญหาหรือความท้าทาย แต่มันยังนำมาซึ่งโอกาสอีกมากมายมหาศาลหากเรารู้จักใช้ประโยชน์หรือเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าคนอื่น

อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าหากเราพูดเรื่อง Technology Disruption แล้ว สิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปกังวลคือการที่หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์จะ ‘แย่ง’ งานมนุษย์

McKinsey ออกมาเปิดเผยผลการศึกษาว่าภายในปี 2030 หุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์มากถึง 800 ล้านตำแหน่งทั่วโลก โดยเฉพาะสายงานด้านการผลิต-ประกอบเครื่องจักรต่างๆ ในโรงงาน เนื่องจากสามารถให้ผลผลิตในจำนวนที่มากกว่า เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับคน

อย่างไรก็ตามแม้ว่าปัจจุบันหุ่นยนต์จะเข้ามามีบทบาทในโลกการทำงานมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าหุ่นยนต์จะสามารถทำงานแทนมนุษย์เราได้ทั้งหมด เพราะมีทักษะอีกหลายอย่างที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถทำได้ดีในระดับเทียบเท่า แม้การพัฒนาของเทคโนโลยีจะมีความก้าวหน้ามากขึ้นก็ตาม

ยกตัวอย่างทักษะที่มนุษย์ทำได้ดีว่าหุ่นยนต์คือ
ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking) ซึ่งหมายถึงกระบวนการคิดโดยใช้วิจารณญาณหรือการตัดสินอย่างรอบคอบโดยอาศัยเหตุผลในการวิเคราะห์ประเด็น รวมทั้งการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อตรวจสอบพิจารณา ตัดสินและประเมินความถูกต้อง หรือสิ่งที่เป็นประเด็นในขณะนั้นๆ ให้แม่นยำ เพราะถึงแม้ว่า AI จะสามารถคำนวณเรื่องต่างๆ ได้แม่นยำมากขึ้น เก็บข้อมูลได้มากมาย แต่ในหลายๆ เรื่องก็ยังต้องใช้ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ในการตัดสินบางเรื่องอยู่ เช่น ทนายอาจใช้ AI เก็บข้อมูลหลักฐานต่างๆ เพื่อประกอบการพิจารณาคดี แต่สุดท้ายอัยการหรือผู้ที่อำนาจในการตัดสินก็ยังคงเป็นมนุษย์นี่เอง
ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เพราะสมองของมนุษย์มีความซับซ้อนและมีความสามารถในการคิดได้หลากหลายรูปแบบจนนำไปสู่การคิดค้นและสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ซึ่งเทคโนโลยีและ AI บนโลกใบนี้ต่างเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์นั่นเอง สิ่งที่ดีไปกว่านั้นคือแม้ว่าคนเราอาจไม่ได้เกิดมาแล้วมีทักษะความคิดสร้างสรรค์ หรือการคิดหาทางออก หาคำตอบได้อย่างสร้างสรรค์ หรือเราทุกคนไม่ได้เกิดมาแล้วคิดแบบ Steve Jobs ได้แต่เราก็ยังมีรูปแบบขั้นตอนการคิดที่ฝึกให้เราทำเช่นนั้นได้ เช่นการฝึกคิดแบบ Design Thinking หรือเทคนิคการคิดหาคำตอบแบบนักออกแบบเช่นนี้เป็นต้น
ทักษะทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) สิ่งที่ทำให้มนุษย์เหนือกว่าหุ่นยนต์ได้อย่างชัดเจนอีกข้อคือเนื่องจากมนุษย์มีความสามารถในการตระหนักรู้ถึงความรู้สึกทั้งของตนเองและของผู้อื่น ความสามารถในการทำความเข้าใจเชิงลึกกับความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของคนอื่นทั้งที่แสดงออกและไม่แสดงออก (Empathy) ที่อาจเรียกได้ว่าคือศิลปะในการจินตนาการมองโลกจากมุมของคนอื่น เพื่อที่จะสามารถเข้าใจได้ชัดขึ้น ว่าเขาคิดและรู้สึกอย่างไรโดยที่ไม่ใส่ความรู้สึกของเราลงไปซึ่งถือว่าเป็นทักษะที่พิเศษและเฉพาะตัวของมนุษย์และหุ่นยนต์ทำไม่ได้

นอกจากนั้น ยังมีการโต้ตอบจากนักวิชาการบางกลุ่มเรื่องหุ่นยนต์จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ โดยได้ยกสถิติของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในยุคที่นำเครื่องจักรมาทดแทนแรงงานคนในปี ค.ศ. 1900 ว่า 40% ของแรงงานในประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในภาคเกษตรกรรม แม้ทุกวันนี้เหลือคนในภาคเกษตรกรรมเพียง 2% แต่ประเด็นสำคัญคือแรงงานหรือบุคลากรในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้ตกงาน แต่ได้ทำงานที่มีคุณค่าสูงขึ้นด้านควบคุมเครื่องจักร รวมถึงมีงานใหม่ๆเกิดขึ้นตามความก้าวหน้าของโลกอุตสาหกรรมครั้งนั้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาล่าสุดว่า “การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีได้สร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่มากกว่าตำแหน่งงานที่ถูกทำลายหายไป เมื่อเทียบจากจำนวนตำแหน่งงานในช่วง 144 ปีที่ผ่านมา” ดังนั้นในโลกดิจิตัลที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ได้จะมีแต่ด้านลบเท่านั้น

สรุปคือ ยิ่งเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นเท่าไหร่ ทรัพยากรมนุษย์ย่อมสั่นคลอนมากขึ้นเท่านั้น ฉะนั้น องค์กรจำเป็นจะต้องตื่นตัวและพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ตลอดเวลา และต้องรู้จักเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยี รวมไปถึงเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดนิ่ง ผ่านการรีสกิลตัวเองเพื่อเป็นประตูเปิดโอกาสในการสร้างความก้าวหน้า ความมั่นคง และเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เข้ามาไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม…

เปิดโลกแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองได้แล้วกับ SEAC พร้อมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ตลอดชีวิตกับ YourNextU โมเดลการเรียนรู้แบบ Blended Learning ที่ให้คุณเรียนรู้ในรูปแบบไม่มีลิมิต (Unlimited) ตั้งแต่วันนี้ ที่ www.yournextu.com