มีนาคม 27, 2020

ไม่ใช่แค่ความสามารถ แต่เป็นเรื่องของความเร็ว…AGILITY หัวใจพาธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด

ต้องยอมรับว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิตัล และความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้สิ่งที่เคยทำให้องค์กรทำแล้วสำเร็จในอดีต กลับไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จขององค์กรในปัจจุบันและอนาคต ในวันนี้องค์กรที่จะอยู่รอดได้นั้นไม่ได้วัดกันที่ความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเน้นเรื่องความเร็วในการทำธุรกิจไปพร้อมกันด้วย เนื่องจากผู้บริโภคมีการศึกษามากขึ้น มีช่องทางในการหาข้อมูลมากขึ้น มีการตัดสินใจที่รวดเร็วขึ้น โลกธุรกิจในทุกวันนี้มีความเป็นไปได้ว่าจะมีสิ่งใหม่เข้ามาแซงหน้า ธุรกิจทุกองค์กรจึงต้องปรับตัวทำความเข้าใจกับ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

 

อริญญา เถลิงศรี Chief Capability Officer & Managing Director – SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่าการบริหารจัดการที่มักมีโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อน โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีกระบวนการตัดสินใจหลายลำดับขั้น แต่ละแผนกทำงานกันแบบ Silo ส่งผลให้เคลื่อนตัวได้ช้า เพราะต้องเน้นความมั่นคงและความปลอดภัยในการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้ใช้ระยะเวลาพอสมควรในการขับเคลื่อนองค์กรให้เกิด Action ในแต่ละครั้ง กว่าจะออกสินค้าหรือบริการใหม่สักตัวได้ก็ไม่ทันการเสียแล้ว มีความเสี่ยงที่จะโดนบริษัทขนาดเล็กที่มีความคล่องตัวสูงอย่างบรรดาธุรกิจรูปแบบสตาร์ทอัพทั้งหลายที่คิดเร็ว ทำเร็ว จึงประสบความสำเร็จอย่างมากมาย หรือแม้ว่าอาจจะล้มเหลวในช่วงแรก ก็ลุกเร็ว เรียนรู้ความผิดพลาดจากครั้งก่อนจนสามารถสร้างสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างทันท่วงที

 

เห็นได้ชัดว่า รูปแบบการทำงานที่อุ้ยอ้ายขององค์กรขนาดใหญ่จึงกลายเป็นข้อจำกัด เมื่อองค์กรต้องปรับตัวให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลหรือ Digital Disruption กำลังเกิดขึ้น เพราะปัจจัยที่จะประสบความสำเร็จในยุคนี้ไม่ใช่อยู่ที่การคิดรอบคอบอีกต่อไป แต่อยู่ที่การทำงานที่ปรับเปลี่ยนได้อย่างเร็ว แก้ไขสิ่งที่พลาดหรือไม่ได้คาดการณ์มาก่อน และปรับตัวให้เข้ากับเป้าหมายได้

 

หลายองค์กรที่มองหาธุรกิจใหม่ มองหา S curve หรือสินค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความแตกต่าง จึงเริ่มนำแนวคิดการทำงานแบบ Agile เข้ามาปรับใช้ในองค์กร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพิ่มศักยภาพการเติบโตของธุรกิจในอัตราครั้งละหลายๆ เท่าตัว หรือการเติบโตแบบก้าวกระโดดเป็น 10 เท่า ซึ่งก็คือการเติบโตระยะเริ่มแรกของธุรกิจใหม่ๆ ที่เล็ก เร็วและมีประสิทธิภาพ ติดสปิดองค์กรด้วยการบริหารงานที่รองรับการแข่งขันที่รุนแรง ตอบสนองโลกการทำงานที่เปลี่ยนไปจากการเข้ามาของเทคโนโลยี ซึ่งสามารถเข้ามากระทบธุรกิจได้ทุกเมื่อ

 

รูปแบบการทำงานแบบ Agile คือ การตั้ง Agile Team ขึ้นในองค์กรเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์สำคัญ หรือเพื่อ Purpose บางอย่าง เป็นการแบ่งการทำงานเป็นช่วงสั้นๆ เป็น Project โฟกัสไปที่ผลงาน และเรียนรู้ระหว่างทาง ทำไปแก้ไป เรียนรู้ไป ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่ทราบว่าภาพสุดท้ายจะเป็นอย่างไร เป็นกระบวนการทำงานที่ลดการทำงานที่เป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้สามารถสั่งการและตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ทันที

 

เปลี่ยนระบบการรับผิดชอบเฉพาะในสายงานตัวเองมาเป็นการรับผิดชอบทุกอย่างภายในทีมร่วมกัน มุ่งไปที่การสื่อสารของคนในทีมมากขึ้น ซึ่งในหนึ่งทีมจะมีสมาชิกไม่เกิน 9 คน เป็นการทำงานแบบ Cross Function ที่แต่ละคนในทีมมีความสามารถและความถนัดต่างกัน จากที่ดูเฉพาะงานประจำของตัวเองอยู่ก็จะต้องปรับตัวเพื่อมารับงานและเป้าหมายสำคัญของทีม Agile เพิ่มขึ้น เมื่อมาอยู่ในทีมแล้ว ทุกคนจะต้องมุ่งเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน ปรับเปลี่ยนให้เกิดผลลัพธ์ในทุก 2-4 สัปดาห์ นี่คือจุดเด่นในการสร้างนวัตกรรมใหม่ด้วยศักยภาพการทำงานแบบ Agile Team

 

สำหรับบริษัทที่กำลังปรับสู่วิถีของ Agile Organization หลักการคือจะต้องสร้างทีม Agile ให้เกิดขึ้นนช่วงระยะเวลาหนึ่ง และเมื่อทำเป้าหมายหรือโปรเจคหนึ่งสำเร็จก็จะต้องสลายทีม ตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีประสิทธิภาพสูงบริษัทหนึ่งอาจจะก่อตั้งทีม Agile ขึ้นมาสำหรับออกแบบและสร้างสรรค์ประสบการณ์ในโลกดิจิตัลของผู้ใช้ โดยเริ่มจากการเลือกสมาชิกที่จะมาอยู่ในทีมจากหลากหลายแผนกมารวมกัน จากนั้นค่อยเริ่มออกแบบสร้างสินค้าและบริการใหม่ให้เกิดขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่ง หลังจากบรรลุวัตถุประสงค์ของทีมแล้วก็ต้องสลายทีมเพื่อแยกย้ายไปทำโปรเจคใหม่ของทีม Agile อื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ ด้วยความสามารถของคนในองค์กรที่ต้องเปลี่ยนย้ายทีมโดยไม่เกิดความรู้สึกต่อต้านเช่นนี้ถือเป็นคุณสมบัติสำคัญขององค์กรที่มีประสิทธิภาพและคล่องตัวสูงในปัจจุบัน

 

ธุรกิจสตาร์ทอัพและบริษัทชั้นนำจำนวนมากในปัจจุบันประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างรวดเร็วก็ด้วยวิธีการทำงานแบบ Agile Organization เป็นหลัก ใช้หลักการ Agile มาปรับกระบวนการทำงาน วัฒนธรรมหรือวิถีการทำงาน เครื่องมือที่ใช้ให้มีความยืดหยุ่น ตัวอย่างเช่น Spotify ที่มี Agile ทีมหลายทีมมากกว่า 30 ทีมและตั้งอยู่กระจายออกไปในสามเมือง ทำให้สามารถคิดค้นและออกนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น โดยในหนึ่งองค์กรสามารถมีทีม Agile เกิดขึ้นย่อยๆ ได้มากมาย เพื่อทำเป้าหมายเฉพาะของแต่ละโปรเจคให้สำเร็จ

 

แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดการทำงานแบบ Agile ก็คือ การเตรียม “คน” ในองค์กรให้มีความสามารถและพร้อมในการรับมือและใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว เพราะปัจจัยสำคัญต่อความคล่องตัวขององค์กรคือความสามารถในการปรับตัวอย่างไม่หยุดยั้งในทุกระดับขององค์กร ซึ่งจะปรับองค์กรให้สำเร็จได้ก็ด้วยการสร้าง “ Agile Mindset” ให้เกิดขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก

 

ความท้าทายที่ทุกองค์กรต้องเผชิญในระหว่างเริ่มเปลี่ยนแปลงคือ “วิธีคิด หรือ Mindset” ที่ต้องทำให้ผู้บริหารเข้าใจวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดให้กับองค์กร เพราะหากผู้นำองค์กรไม่เข้าใจ การเปลี่ยนแปลงก็ยากที่จะเกิดขึ้น ในการจะทำงานหนึ่งให้สำเร็จในปัจจุบัน เราไม่สามารถใช้กระบวนการเดิมที่ใช้อยู่ได้อีกต่อไป เพราะเราไม่รู้จักลูกค้าดีเหมือนเดิมแล้ว องค์กรต้องลดระยะเวลาในการทำงานลง ต้องใช้ความเร็วในการปรับตัวเพื่อไปสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ และรับกับ New Normal ที่เกิดขึ้น

 

นอกจากตัวผู้นำองค์กรแล้ว การเตรียมคนในองค์กรให้พร้อมด้วย Agile Mindset ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนในองค์กรต้องสามารถเรียนรู้จากปัญหาหรือข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วด้วยวิธีคิดที่ยืดหยุ่น พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง คอยปรับปรุงตนเองอยู่เสมอและไม่หยุดเพิ่มพูนทักษะใหม่ให้กับตัวเอง ซึ่งหากสามารถทำให้เกิด Agile organization ได้สำเร็จ จะส่งผลให้รายได้ หรือขนาดธุรกิจที่เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดจะตามมาอย่างแน่นอน

 

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าองค์กรจะใช้รูปแบบวิธีการทำงานไหน จะมีการปรับเปลี่ยนองค์กรไปในทิศทางใด คนในองค์กรที่มี Agile Mindset จะสามารถรับมือและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ และในที่สุด องค์กรจะสามารถเดินไปตามเป้าหมายได้อย่างงดงาม