มีนาคม 24, 2020

OUTWARD MINDSET ยกกำลังผลลัพธ์และเพิ่มความสุขในการทำงาน

หันไปทางไหนตอนนี้มีแต่คนพูดถึงและให้ความสำคัญกับ Mindset มากขึ้น เพราะ Mindset เป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรมของมนุษย์ และผลลัพธ์ก็มาจากพฤติกรรม เมื่อไม่อยากได้ผลลัพธ์เดิมและอยากได้ผลลัพธ์ใหม่ ก็ต้องทำต่าง แต่หลายครั้งการเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นไม่พอ เพราะทุกอย่างเริ่มต้นด้วย Mindset ทุกความสำเร็จเริ่มที่จุดเริ่มต้น ทุกการกระทำต้องเริ่มจากวิธีการมอง

 

อริญญา เถลิงศรี Chief Capability Officer & Managing Director – SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คนๆ หนึ่งพูดบางสิ่งบางอย่างออกมา หรือแสดงพฤติกรรมต่างๆ นานา นั่นไม่ได้เกี่ยวกับทัศนคติของเขา แต่เกี่ยวกับวิธีการมอง ซึ่งนี่ถือว่าเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตคน ตัวอย่าง ผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายหลายคนที่ปรับความคิด เปลี่ยนวิธีการมองโลกให้ต่างออกไปจากเดิม จนสามารถเปลี่ยนความกลัวของผู้ป่วยมะเร็งให้เป็นพลังที่เข้มแข็ง และหายจากอาการป่วยได้ นี่เป็นเรื่องของ Mindset

 

ในชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงาน คุณเคยประสบปัญหาเหล่านี้ไหม? หากพบว่า หลายๆ ครั้งความพยายามของเราในการแก้ปัญหาไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ใดๆ หรือนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าผิดหวัง นั่นแปลว่า คุณอาจกำลังแก้ไม่ตรงจุด และลืมสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญตั้งต้นไปเช่นเรื่อง Mindset หรือเลนส์ที่ใช้ในการมอง ทางออกคือการกลับมาตั้งหลักใหม่ตั้งแต่ขั้นแรก นั่นก็คือ กำหนดเลนส์ที่ใช้ในการมองที่ถูกต้อง

 

จากรายงานของ McKinsey & Company กล่าวว่า“องค์กรที่สามารถระบุ Mindset ที่มุ่งหวังได้ จะประสบความสำเร็จในการสร้างการเปลี่ยนแปลงมากกว่าองค์กรที่มองข้ามจุดๆ นี้ถึง 4 เท่า”

หนึ่งใน Mindset สำคัญ และเติบโตกลายเป็นคำยอดฮิตคือ Outward Mindset ในขณะนี้ องค์กรใหญ่ๆ หลายองค์กรอย่างบริษัทศรีจันทร์สหโอสถ / กลุ่มบริษัท Food Passion และบริษัท AP Thailand นิยมนำมาใช้กับธุรกิจ และช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้ท่ามกลางอุปสรรคที่ท้าทายของเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา และยังมีอีกหลายองค์กรที่กำลังตามหาการฝึกอบรมเรื่องนี้กันอย่างจริงจังเพื่อสร้างวัฒนธรรมที่เรียกว่า Outward Mindset ซึ่งเป็นแนวทางการอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกันและมีความสุขไปกับชีวิตด้วยกัน

 

Outward Mindset คือการมองคนเป็นคน ไม่ใช่วัตถุ มองเห็นคุณค่า ความสำคัญของผู้อื่นได้ไม่น้อยกว่าเรื่องของตนเอง เวลาเราทำอะไรไปให้ใครคนใดคนหนึ่ง มันจะมีความหมาย ไม่ใช่แค่ทำๆ แล้วจบไป ทุกคนใน ecosystem ของเรามีความหมายทั้งนั้น ทำอย่างไรเราถึงจะเติมความสุขให้ทุกคนได้ ตัวอย่าง หัวหน้าที่ใส่ใจลูกน้อง มองตัวลูกน้องสำคัญจึงช่วยลูกน้องพัฒนาไปให้ถึงเป้าหมายของทีมและตัวเขาเองด้วย

 

ทั้งนี้ หากเรามองที่เป้าหมายของตนเองเป็นใหญ่ ไม่เห็นคุณค่าเเละความสามารถของคนอื่น คนอื่นเป็นเพียงส่วนประกอบในการทำงานของตนให้ประสบความสำเร็จเท่านั้น เรากำลังมีวิธีการคิดแบบ Inward Mindset ตัวอย่าง หัวหน้าที่มองลูกน้องเป็นอุปสรรคในการทำงาน มองว่าตนเองเหนือกว่าจึงพูดจาบังคับขู่เข็ญควบคุมลูกน้องเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ

 

ยิ่งไปกว่านั้น องค์กรไหนที่พนักงานทำงานกันด้วย Outward Mindset ตัวเราจะมีความสุขในการทำงานมากขึ้น สิ่งที่เราจะเห็นเบื้องต้นเลยคือ เราจะมองคนอื่นด้วยความเข้าใจมากขึ้น และเต็มใจช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้นด้วย ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของเรากับคนรอบข้างดียิ่งขึ้น สุดท้ายพนักงานในองค์กรนั้นจะช่วยกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น บรรยากาศในองค์กรจะน่าอยู่ ทุกคนจะเกิดความรักองค์กร รักที่ทำงานมากขึ้นโดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้า องค์กรและทีมเกิดความเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ได้มองไปที่เป้าหมายของตัวเองอีกต่อไป แต่มองไปที่เป้าหมายร่วมกัน ช่วยกันทำงานเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้น องค์กรจึงเติบโตไปสู่ความสำเร็จได้เร็วขึ้น ปรับเปลี่ยนและก้าวทันโลกที่ธุรกิจต้องทำงานแข่งกับเวลา

 

ยิ่งโลกการทำงานในยุคนี้ที่แค่การสร้างธุรกิจให้เติบโตนั้นไม่พอ หลายองค์กรหันมาใช้กลยุทธ์การปรับขยายธุรกิจมากขึ้น มีการตั้งเป้าหมายแบบ “Stretch Goal” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและมองการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Exponential Growth) หากในองค์กรยังมีความขัดแย้งกัน แทนที่คนเก่งในองค์กรจะนำพาองค์กรไปข้างหน้า แต่กลับมาสู้กันเอง ผู้นำก็คงพาองค์กรไปไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้

 

ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ไปถึงเป้าก็คือ การสร้างทีมให้แข็งแรง การทำงานจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทุกอย่างเริ่มต้นที่การกำหนด Mindset ที่ถูกต้อง มองคนอื่นเป็นคน เข้าใจเป้าหมาย ความท้าทาย และความต้องการของคนอื่น ไม่ต่างจากการเข้าใจตัวของแต่ละคนเอง เพราะเมื่อใดที่เข้าใจ ทุกคนก็จะพร้อมเปิดรับความคิดเห็นใหม่ๆ แค่การปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดใหม่ เราก็เปลี่ยนจากการกล่าวโทษกัน เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์และมีความสุข

 

แต่ก่อนจะเปลี่ยนองค์กร สำคัญคือตัวเราเองที่ต้องเปลี่ยนก่อน ปรับเปลี่ยนเลนส์ในการมองโลก มองตัวเอง และมองคนอื่น Outward Mindset สร้างได้ด้วยตนเอง และจากการวิจัยพบว่า มนุษย์เราเกิดมาโดยมี Outward Mindset เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม แต่อาจถูกครอบด้วยสถาพแวดล้อมและอิทธิพลทางสังคมที่ทำให้เราเลือกที่จะหลอกตัวเอง (Self-deception) ปฏิเสธว่าตัวเองกำลังมีปัญหา มองโลกบิดเบือน โดยหาเหตุผลแก้ต่างกับสิ่งที่คัดค้านกับความเชื่อของตนเอง และกลายเป็นมองตัวเองสำคัญที่สุด Inward Mindset จึงเข้ามาแทนที่

 

ดังนั้น ขั้นแรกของการปรับเปลี่ยนวิธีการมองใหม่คือ การรู้ตัวเองว่าในขณะนี้เรารู้สึกนึกคิดอย่างไร เรามองคนอื่นผ่านเลนส์แบบไหน เรามองไปที่ผลประโยชน์หรือเป้าหมายของเราเป็นหลัก หรือมองที่เป้าหมายของส่วนรวมเป็นหลัก เมื่อเรารู้ตัว เราจะเริ่มหลุดออกจากกล่อง Inward จากนั้น เพื่อให้เข้าใจเป้าหมายและความท้าทายของผู้อื่น ด้วยคำถามดังต่อไปนี้จะช่วยให้คุณเริ่มต้นปรับตนเองและองค์กรสู่ Outward Mindset ได้ง่ายๆ

 

  1. เขามี objective อะไร มีจุดมุ่งหมายที่อยากจะทำอะไร
  2. เขามีความต้องการอะไรเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายนั้น
  3. เขามีปัญหาอะไรถึงมี objective แบบนี้ มี challenge อะไร

 

เมื่อเราเข้าใจตนเอง และเข้าใจผู้อื่นแล้วก็จะทำให้ง่ายขึ้นที่จะปรับมุมคิดเพื่อทำให้ประสิทธิภาพการทำงาน และความสัมพันธ์ของเรากับคนรอบข้างพัฒนาขึ้นตามลำดับ สุดท้ายช่วยให้เรามีความสุขกับการทำงานมากยิ่งขึ้น

นี่จึงเป็นเหตุผลดีๆ ที่ว่าทำไม Outward Mindset นี้จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับองค์กรยุคใหม่ ผู้นำองค์กรชั้นนำหยิบใช้ Outward Mindset ให้กับตัวเองหรือคนในทีม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพราะลองนึกภาพว่าจะดีแค่ไหน หากคนในองค์กรคิดถึงคนอื่นเหมือนคิดถึงตัวเอง มองเป้าหมายคนอื่นเป็นเป้าหมายตนเอง พร้อมให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พร้อมเปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นมากยิ่งขึ้น พยายามร่วมกันทำงานเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย และทำให้องค์กรประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

เปิดโลกแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองได้แล้วกับ SEAC พร้อมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ตลอดชีวิตกับ YourNextU โมเดลการเรียนรู้แบบ Blended Learning ที่ให้คุณเรียนรู้ในรูปแบบไม่มีลิมิต ตั้งแต่วันนี้ ที่ https://www.yournextu.com