มิถุนายน 14, 2020

เหตุผลที่ต้อง RESKILL

ในยุคที่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจกำลังเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 แต่ดูเหมือนทักษะต่างๆ ของผู้คนในตลาดแรงงานยังคงติดอยู่กับทักษะในศตวรรษที่ 20 หรือติดอยู่กับทักษะในอดีต

จากรายงานของ World Economic Forum กล่าวว่า 35% ของทักษะหลักจะถูกเปลี่ยนแปลงระหว่างปี 2015 ถึง 2020 ในขณะที่กว่า 40% ของพนักงานได้กล่าวว่าพวกเขายังขาดทักษะความชำนาญเฉพาะทางที่จะมาเติมเต็มในตำแหน่งงานที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่

US Bureau of Labor Statistics เผยว่า ในทุก ๆ 5 ปีทักษะที่เรามีจะมีค่าเหลือครึ่งเดียว และด้านผลสำรวจจาก Mckinsey ก็ยืนยันไปในทางเดียวกันว่าภายในปี 2030 แรงงานกว่า 375 ล้านคนจำเป็นต้องพัฒนาทักษะของตนเองและเสริมทักษะใหม่ ๆ เพื่อให้สอดรับกับการทำงานในอนาคต

อริญญา เถลิงศรี Chief Capability Officer & Managing Director – SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่าการมีทักษะและความสามารถในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในโลกปัจจุบันและอนาคตจึงกลายเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และพลวัตของมันทำให้อะไรหลายๆ อย่างไม่สามารถคาดเดาได้ จึงไม่แปลกที่ในยุคสมัยนี้เราถึงได้ยินคำว่า Reskill อยู่ตลอดเวลา

การพัฒนาทักษะที่มีอยู่ (Reskilling) และเสริมทักษะใหม่ (Upskilling) จะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับคนทำงานในอนาคต และด้านองค์กรควรหันกลับมามองว่าพนักงานของตนยังมีทักษะที่เหมาะกับงานในอนาคตอยู่หรือไม่ และส่งเสริมให้มีการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง

แล้วอะไรคือเหตุผลที่ว่าทำไม Reskilling ถึงจำเป็น

•เพราะ job description กำลังเปลี่ยนไป

ปัจจุบัน น้อยงานนักที่จะทำงานเหมือนเดิมทุกอย่างโดยไม่ต้องปรับ ไม่ต้องเปลี่ยน หรือไม่ต้องไปร่วมมือกับใคร คนที่ปรับตัวได้ตามความต้องการของเนื้องานที่เปลี่ยนไปจึงจะอยู่รอดได้ในสายงานตัวเอง

ในส่วนขององค์กรเอง นอกจากการเทรนพนักงานที่มีอยู่แล้วให้รู้มากขึ้นในสกิลที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงานแล้ว ยังต้องมองหาพนักงานโดยพร้อมที่จะเทรนความสามารถใหม่ๆ ให้เป็นงาน นอกจากนี้ยังอาจจะมีบทบาทหน้าที่ใหม่ๆ ความต้องการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมา ปกติที่เคยมีลักษณะงานชัดเจน ต้องการคนที่มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ ก็มักเปลี่ยนไปตามความต้องการของธุรกิจ หรือในขณะที่งานซึ่งเคยใช้แค่สกิลเดียวก็จะอาจต้องขยับขยายให้ต้องใช้หลายสกิลยิ่งขึ้น คนหรือองค์กรที่เปลี่ยนไม่ทัน จึงสามารถล้าหลังได้อย่างรวดเร็ว

•Training vs Reskill แบบไหนที่ตอบโจทย์

คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับเรื่องของ Training หรือการส่งคนเข้าฝึกอบรม แต่อาจยังไม่เข้าใจความหมายที่ชัดเจนของการ Reskill โดยความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่าง Training กับ Reskill คือ ในการ Reskill คนต้องรู้เพิ่มมากกว่าหนึ่งวิชา หรือหนึ่งทักษะ และต้องมีระยะเวลาในการเรียน ไม่ใช่วิชาใดวิชาเดียวที่สามารถเรียนรู้ได้ในครั้งเดียวจบ ต่างกับการไปเทรนนิ่งหนึ่งครั้ง หรือในหัวข้อเดียว ซึ่งอาจเหมาะสำหรับความต้องการความรู้หรือสกิลที่เฉพาะเจาะจงเพื่อนำกลับไปใช้ในทันที อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการเสริมความรู้มากกว่าการเรียนรู้

ในขณะที่การรีสกิลที่ต้องการการเรียนรู้ที่จะได้ผลจริง และเห็นการเปลี่ยนแปลงในภาพรวม ผู้ที่ต้องการรีสกิลควรต้องมีการเส้นทางที่ชัดเจนสำหรับการเรียน มีการวางแผนนำไปใช้ในการทำงานที่เป็นระบบและเป็นขั้นตอน เพื่อให้ผู้เรียนเห็นภาพรวมและเข้าใจว่าตัวเองกำลังเรียนสิ่งนี้เพื่อนำไปใช้อะไรในเป้าหมายใหญ่ที่ตั้งไว้

เมื่อองค์กรและคนทำงาน เข้าใจความสำคัญของการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และจริงจังกับการสร้างทักษะเหล่านี้ การปรับตัวให้พร้อมเสมอสำหรับการเปลี่ยนแปลง ก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมชาติและไม่รู้สึกเป็น disruption ทุกครั้งไป

•คนมีวิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ และมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในทุกขณะ การอัพสกิลตัวเองให้ทันกับความรู้ใหม่ที่จำเป็นต้องใช้จึงเป็นปัจจัยสำคัญ การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของรูปแบบที่ใช้สอน

หลายครั้งที่การเรียนไม่ตอบโจทย์ ไม่เห็นผล หรือไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง เป็นเพราะการเรียนรู้ถูกจำกัดอยู่ในรูปแบบเดียว เช่น การเรียนออนไลน์ตลอดทั้งหัวข้อ โดยที่ผู้เรียนไม่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน หรือถกประเด็นความคิด ถึงปัจจุบันรูปแบบการเรียนออนไลน์จะพัฒนาและได้รับการออกแบบให้มีความ interactive กว่าเดิม แต่ในหลายๆ หลักสูตร ก็ไม่สามารถทดแทนการฝึกหรือการลงมือทำจริงได้

นอกจากการเรียนออนไลน์ หรือการอ่านด้วยตัวเองแล้ว การมีผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยแนะนำและให้คำปรึกษาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเรียนรู้มีคุณภาพมากขึ้น ในเวลาที่สั้นลงได้สำหรับหลายๆ คน สิ่งสำคัญคือต้องทดลองเรียนรู้และหารูปแบบที่เหมาะกับตัวเองหรือหัวข้อที่ต้องการจะรู้นั่นเอง

กล่าวโดยสรุป การเรียนรู้นั้นได้กลายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและความมั่นคงของหน้าที่การงานไม่มีอยู่จริง เหลือเพียงแค่คุณค่าที่พนักงานจะสามารถสร้างให้กับบริษัทได้

เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ Business Model แบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพถูกสร้างขึ้นและนำใช้งานอย่างรวดเร็ว ลูกค้ามีความคาดหวังที่สูงขึ้นอย่างรุนแรง ดังนั้น ถ้าพนักงานไม่สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา ก็จะทำให้หางานทำได้ยากหรือไม่มีงานที่เหมาะสมเหลือเลย ซึ่งแปลว่าความต้องการในการเพิ่มทักษะ (Reskill) เพื่อที่จะอยู่รอดในโลกของการทำงานในบริษัทจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น นอกจากนั้น การ Reskill ยังเป็นการสร้างข้อได้เปรียบต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและโลกของทักษะการทำงาน โดยทักษะที่กำลังมาแรงหรือเรียกได้ว่าเป็นทักษะแห่งยุคเช่น Big Data, Data Science, IOT, Cloud Technology, DevOps, Artificial Intelligence, Digital Marketing และทักษะอื่น ๆ อีกมากมาย

สุดท้ายการเรียนรู้แค่ในรั้วมหาวิทยาลัยลัยนั้นไม่เพียงพออีกต่อไปต่อชีวิตการทำงานในโลกยุคนี้ เพราะโลกหมุนเร็วกว่าหลักสูตรหรือวิชาที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัย แต่มันเป็นยุคที่คนทำงานต้องขวนขวายเพิ่มเติมทักษะที่จำเป็นนอกห้องเรียน เพื่อทำตัวเองให้มีคุณค่า และมีโอกาสเดินต่อไปในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ได้

เปิดโลกแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองได้แล้วกับ SEAC พร้อมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ตลอดชีวิตกับ YourNextU โมเดลการเรียนรู้แบบ Blended Learning ที่ให้คุณเรียนรู้ในรูปแบบไม่มีลิมิต (Unlimited) ตั้งแต่วันนี้ ที่ www.yournextu.com