พฤษภาคม 17, 2021

Organizational resilience ล้มแล้วลุก สร้างธุรกิจให้แกร่งกว่าเดิม

สถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 เป็นได้ทั้งวิกฤติแห่งหายนะและวิกฤตแห่งโอกาสในเวลาเดียวกัน การที่มีมุมมองต่อสถานการณ์ว่านี่คือโอกาส ไม่ว่าธุรกิจจะเจอปัญหาที่ไม่สามารถทำให้ดำเนินกิจการตามปกติได้ ผู้ประกอบการยังจำเป็นที่จะต้องมองบวกหรือมองเห็นปัญหาในมุมที่ต่างออกไปอยู่เสมอ เพื่อจะได้มองเห็นวิธีแก้ปัญหาที่คาดไม่ถึง ต้องไม่มองเห็นปัญหาแค่เพียงด้านเดียวเพราะจะเป็นการปิดกั้นมุมมองใหม่ๆ และเป็นข้อจำกัดที่ทำให้คิดค้นกลยุทธ์ที่จะใช้นำมาบรรเทาวิกฤตได้น้อยลง ดังนั้น ทุกอย่างอยู่ที่วิธีคิด มนุษย์จำเป็นต้องเป็นผู้นำแม้ในยามคับขัน ต้องยอมรับที่จะเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงองค์กรในระยะเวลาสั้น และต้องรู้จักวางแผนถึงอนาคตด้านบวกที่ยั่งยืน

“หยุดชะงัก” หรือ “ล้มแล้วลุกเพื่อก้าวเดินต่อ”

ในปีนี้ ทักษะหนึ่งที่มาแรง ที่หลายคนมักพูดถึงกันโดยเฉพาะตั้งแต่ต้นปีนี้ และเป็นหนึ่งทักษะที่จำเป็นอย่างมากในโลกที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน องค์กรจะสามารถอยู่รอดต่อไปได้ เรายิ่งต้องทำความเข้าใจถึงความสำคัญของทักษะ “Resilience” หรือ ความยืดหยุ่น ล้มแล้วลุกได้เร็วและก้าวเดินต่อ กล่าวคือ ความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและอุปสรรคที่เข้ามา พร้อมกับฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว

โลกที่เราต้องเจอกับความไม่คุ้นชินอีกนับไม่ถ้วน รวมถึงความท้าทายใหม่ๆ ที่กำลังจะเข้ามา เราจะทำให้วิกฤตแต่ละครั้งที่เข้ามาเป็น “ตัวฉุดรั้ง” ให้ปีนี้กลายเป็นปีแห่งความว่างเปล่า หรือ จะเอาชนะทุกอุปสรรคและเปลี่ยนให้เป็น “โอกาส” ในการเดินก้าวต่อไปข้างหน้า

อีกทั้ง เราต้องเร่งให้แต่ละคนฝึกฝนเพื่อที่จะมีความยืดหยุ่น ลุกขึ้นมาทำสิ่งที่แตกต่าง แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเป็นเรื่องของส่วนบุคคล แต่ในขณะเดียวกัน ทักษะนี้จะเป็นรางวัลชิ้นโต เป็นโอกาสในการเติบโต หากเราได้ฝึกฝันทักษะนี้อย่างจริงจัง และเราต้องเข้าใจจริงๆ ว่า ในสถานการณ์นี้ เราจะต้องปรับตัวเองให้ดีขึ้น และเริ่มทำสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน เพื่อที่จะรับมือกับปัญหา ความท้าทายใหม่ๆ

จากตัวอย่างองค์กรที่เราได้ทำงานร่วมกันมา หลายองค์กรแม้จะเจอความท้าทายในปีนี้ แต่ในขณะเดียวกันกลับทำ performance ได้ดียิ่งกว่าปีที่ผ่านๆ มา โดยสรุปประเด็นสำคัญจากสิ่งที่องค์กรเหล่านั้นได้ทำเหมือนๆ กัน ดังนี้

  • Self-awareness

ถ้าเราอยากที่จะไขว่คว้าโอกาสใหม่ๆ เราต้องเริ่มเข้าใจถึงคำว่า self-awareness หรือการตระหนักรู้ในตัวเอง ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ จะไม่สามารถได้ผลลัพธ์ที่ดีอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าเราจะพยายามปรับปรุงก็ตาม สิ่งเหล่านี้ที่เราเคยทำมาตลอดจะไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป นั่นเพราะเรากำลังอยู่ในบริบทที่ต่างออกไปจากเดิม หากเราไม่ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่แตกต่าง เราก็จะไม่มีวันรับรู้ถึงโอกาสที่ดีกว่า ที่กำลังรออยู่ข้างหน้า

  • Be Flexible

เราต้องมีความยืดหยุ่น (flexible) มากพอ และมุ่งทำในสิ่งที่จะตอบเป้าหมายที่เราตั้งไว้ ที่สำคัญที่สุดคือการลงมือทำ เพราะคุณไม่สามารถมีทักษะ Resilience ได้ หากว่าวันนี้เรายังทำแค่คิด แค่ฝันไปวันๆ แล้วบอกกับตัวเองว่า “วันนี้ฉันโอเคแล้ว” และจบลงด้วยการไม่ทำอะไรเลย ดังนั้น ประเด็นที่สองนี้จะเกี่ยวกับการมีความ flexible มากพอที่จะกลับมาโฟกัสในเรื่องที่เราต้องทำให้แตกต่าง

  • Unlearn

การละทิ้ง คือเคล็ดลับสำคัญในการจะทำในสิ่งที่ต่างออกไปจากเดิม หากเราไม่กล้าจะละทิ้ง เราก็จะไม่ลองทำสิ่งใหม่ ยังทำด้วยวิธีการแบบเดิมๆ ดังนั้น เราต้องละทิ้งในวิถีเดิมๆ ที่เราใช้ทำสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะทำให้เราสามารถมีทักษะ Resilience ได้จริงๆ เราต้องเรียนรู้วิธีละทิ้งสิ่งเดิมเหล่านี้ก่อน

จากประสบการณ์ที่สั่งสมมานานหลายปี หลายคนอาจเคยพูดว่า “ฉันเคยใช้วิธีนี้แล้วไม่ได้ผล” แต่ในวันนี้ ไม่มีอะไรแน่นอน อะไรที่เราคิดว่าใช้ไม่ได้ผลในอดีต อาจกลายเป็นว่ากลับใช้ได้ผลดีเยี่ยมวันนี้ก็เป็นได้ ประเด็นนี้จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญในการที่เราจะทำสร้างทักษะ Resilience ให้กับเราได้อย่างแท้จริง

  • Emotional Stability

ในระหว่างที่เรากำลังค้นหาเส้นทางใหม่ เราต้องมีการรักษาความสมดุลทางด้านอารมณ์ เราต้องกล้าที่จะยอมรับว่าไม่มีอะไรที่เราลองทำวันนี้ แล้วจะเห็นผลที่ดีเยี่ยมในวันรุ่งขึ้นเลยทันที ประเด็นสำคัญคือ เราจะคงไว้ซึ่งพลังบวกและอารมณ์เชิงบวกของเราต่อไปได้อย่างไรในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญวิกฤต

จากการได้พูดคุยกับลูกค้า คู่ค้า ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูง ผู้จัดการ เจ้าของธุรกิจ หรือสตาร์ทอัพ ที่สามารถล้มแล้วลุกเร็ว และเติบโตต่อไปได้อย่างก้าวกระโดดในช่วงวิฤตปีนี้ด้วยทักษะ Resilience เห็นได้ชัดว่าเกือบทุกองค์กรจะกล่าวถึงอย่างน้อยหนึ่งในสี่ประเด็นข้างต้นนั่นเอง